อลิซผจญภัยในดินแดนมหัศจรรย์

แต่ภาพที่ปรากฏกลับกลายว่าเป็นกระต่ายขาวตัวนั้นนั่นเอง มันเดินกลับไปกลับมาช้า ๆ พร้อมกับ มองไปรอบ ๆ ตัวด้วยท่าทางวิตกกังวล เหมือนมันได้ทำอะไรหายไป อลิซได้ยินเสียงมันพูดงึมงำกับ ตัวเองว่า " ฉันไปทำมันหล่นหายที่ไหนน้า " ทันใดนั้นอลิซก็นึกออกว่ามันคงกำลังหาพัดกับถุงมือ ที่ทำจากหนังแพะสีขาวอย่างแน่ ๆ เลย และด้วยความที่เป็นเด็กดี อลิซจึงเริ่มมองหาของสองอย่าง นั้นด้วย...แต่ว่าหาเท่าไหร่ก็หาไม่พบ เพียงครู่เดียวกระต่ายก็สังเกตเห็นอลิซซึ่งกำลังเดินหาถุงมือกับ พัดอยู่ให้วุ่น มันจึงร้องเรียกด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนว่าโกรธเคือง " นี่ แม่แมรี่แอนน์ มามัวทำอะไรอยู่ นี่น่ะ วิ่งกลับไปที่บ้านเดี๋ยวนี้เลย แล้วหยิบถุงมือกับพัดมาให้ฉัน เร็วเข้า ! " อลิซตกใจมากและก็ด้วย ความที่ตกใจมากนั่นเองเลยไม่ทันได้คิดอะไร เธอรีบวิ่งไปตามทางที่กระต่ายชี้โดยอัตโนมัติไม่ทันได้ อธิบายว่ากระต่ายนั้นเข้าใจผิด " เขาคงคิดว่าฉันเป็นสาวใช้ที่บ้าน " อลิซพูดกับตัวเองขณะที่วิ่ง " เขา จะแปลกใจขนาดไหนนะถ้ารู้ว่าจริง ๆ แล้วฉันเป็นใคร แต่ว่าฉันควรเอาพัดกับถุงมือมาให้เขาเร็ว ๆดี กว่า ถ้าหาได้นะ " สักครู่อลิซก็มองเห็นบ้านเล็ก ๆน่ารักหลังหนึ่ง บนประตูบ้านมีตัวหนังสือเขียนสลัก ไว้ว่า " กระต่าย ว. " อลิซรีบเข้าไปในบ้านนั้นโดยไม่ได้เคาะประตูให้เสียเวลา ถึงตอนนี้อลิซเข้ามาอยู่ใน ห้องเล็ก ๆ ที่เป็นระเบียบ มีโต๊ะวางอยู่ที่ตรงข้างหน้าต่าง บนโต๊ะตัวนั้นไม่มีถุงมือและพัด ( อย่างที่อลิซ คิดและหวังไว้ ) แต่มีขวดเล็ก ๆ ใบหนึ่งตั้งอยู่ คราวนี้ไม่มีตัวหนังสือที่ขวดว่า " ดื่มฉันสิ " แต่อลิซก็เปิด ฝาจุกแล้วยกปากขวดขึ้นเตรียมจ่อที่ริมฝีปาก " ฉันรู้ว่าจะต้องมีเรื่องน่าสนุกอีกแน่ ๆ " เธอพูดกับตัวเอง " อยากดูซิว่าน้ำในขวดนี้จะเกิดอะไรขึ้น แต่ถ้ามันสามารถทำให้ฉันตัวใหญ่เหมือนเดิมเท่าเดิมได้ก็คงจะ ดี ชักเบื่อเป็นคนตัวเล็ก ๆแบบนี้แล้ว.." แล้วมันก็ทำได้จริง ๆเสียด้วย แล้วก็เร็วกว่าที่อลิซคาดไว้เยอะ เพราะเมื่อดื่มไปได้ไม่ทันถึงครึ่งขวด อลิซก็รู้สึกว่าหัวของเธอจะชนเพดานห้องเสียแล้ว เลยจำเป็นต้อง ก้มหัวลงมาก่อนที่จะคอหักเอา เธอรีบวางขวดไว้ที่เดิม พลางพูดกับตัวเองว่า " แค่นี้คงพอแล้วหละนะ หวังว่าคงไม่ตัวใหญ่ไปกว่านี้อีก แค่นี้ก็จะออกทางประตูไม่ได้เสียแล้ว ไม่น่าดื่มเข้าไปมากอย่างนี้เลย เรา...เอ้อ " แต่อนิจจา ! กว่าจะคิดได้ก็สายไปเสียแล้ว อลิซยังคงตัวใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ๆ เพียงเดี๋ยวเดียว เธอก็ต้องคุกเข่าอยู่กับพื้น และนาทีต่อมาห้องนี้ก็เล็กไปสำหรับการนั่งคุกเข่าเสียแล้ว....


" โอ้ย..แย่แล้ว ฉันจะเป็นยังไงต่อไปนี่ " เคราะห์ยังดีที่ขวดมหัศจรรย์ได้ออกฤทธิ์ของมันเต็มที่แล้ว ตัวของอลิซคงจะไม่ใหญ่ไปมากกว่านี้ แต่เท่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ลำบากเหลือเกิน เพราะดูเหมือนว่า อลิซจะหมดโอกาสที่จะออกไปจากบ้านนี้เสียแล้ว....และไม่กี่นาทีต่อมาอลิซก็ได้ยินเสียงพูดอยู่ที่ นอกบ้าน จึงพยายามที่จะเงี่ยหูฟัง " เราจะต้องเผาบ้านนี้ซะ " ใช่แล้วมันเป็นเสียงของเจ้ากระต่ายที่ กำลังพูดและยืนบงการพวกสัตว์ต่าง ๆ อยู่ที่ตรงหน้าบ้าน อลิซตกใจมากจึงตะโกนออกมาจนสุดเสียง เลยทีเดียวว่า " อย่าทำบ้า ๆ อย่างนั้นนะ ! " เสียต่าง ๆ เงียบงันไปในทันที อลิซนึกในใจว่า " ทีนี้พวก เขาจะทำยังไงกันต่อนะ นี่ถ้ามีความคิดกันสักหน่อย ก็น่าจะคิดได้ว่าควรรื้อหลังคาออกซะ" แต่ราว ๆ หนึ่งหรือสองนาทีหลังจากนั้น พวกข้างนอกก็เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง อลิซได้ยินเสียงกระต่ายพูดขึ้นมา อีกครั้งว่า " ตอนนี้เห็นว่าจะสักคันรถหนึ่งเห็นจะพอ " " คันรถหนึ่ง...อะไรกันนะ ! " อลิซคิด แต่เธอ ก็ไม่ต้องสงสัยอยู่นานหรอก เพราะครู่ต่อมากรวดกับหินเม็ดเล็ก ๆก็ถูกกระหน่ำขว้างมาที่หน้าต่าง บาง เม็ดก็ขว้างมาโดนหน้าของเธอด้วย " ฉันจะต้องหยุดพวกเขาให้ได้ " อลิซนึกโมโหก่อนที่จะตะโกนออก ไปดัง ๆ ว่า " หยุดขว้างได้แล้วนะ ! " คำพูดนี้ ดูเหมือนจะได้ผลเพราะมันทำให้เกิดความเงียบงันขึ้น มาอีกครั้ง...แล้วจากนั้นอลิซก็ต้องแปลกใจมากขึ้นไปอีก เมื่อเธอสังเกตเห็นว่าเม็ดกรวดเม็ดหินทั้งหลาย กลับกลายมาเป็นขนมคุ๊กกี้หล่นอยู่ที่บนพื้น แล้วทันใดนั้นเธอก็ได้ความคิดเด็ด ๆ ขึ้นมาอย่างหนึ่ง " ถ้า ฉันจะกินขนมคุ๊กกี้นี่สักชิ้นเข้าไป ตัวของฉันจะต้องมีอะไรเปลี่ยนอีกแน่ ๆ เลย แล้วในเมื่อมันไม่มีทาง ทำให้ฉันตัวใหญ่กว่านี้ได้อีก ก็คงมีแต่เล็กลงล่ะนะ..ฉันว่า " ดังนั้นอลิซจึงกินขนมคุ๊กกี้ไปชิ้นหนึ่ง และ ก็ให้เป็นดีใจยิ่งนักที่ตัวของเธอเริ่มหดเล็กลงมาทันที เมื่อตัวของเธอเล็กพอที่จะออกทางประตูได้ อลิซ ก็รีบวิ่งออกไปจากนอกบ้านทันที ฝูงสัตว์ต่าง ๆ ที่อยู่ที่ตรงหน้าบ้าน เมื่อมันมองมาเห็นอลิซเข้าทั้งหมดก็พากันกรูมาที่อลิซทันที แต่อลิซ ก็รีบวิ่งหนีไปอย่างที่เรียกว่าสุดชีวิต และสุดท้ายเธอก็หนีมาจากที่นั่นได้ เมื่อเธอวิ่งมาถึงที่ตรงป่ารกแห่ง หนึ่ง " สิ่งแรกที่ฉันต้องทำ " อลิซพูดกับตัวเองขณะเดินเตร่อยู่ในป่า " คือทำให้ร่างกายของฉันเป็นขนาด เดิมให้ได้ และอย่างที่สองก็คือ หาทางเข้าไปในสวนที่สวยงามนั่น นี่ล่ะแผนที่ยอดที่สุด " และขณะที่ มองหาทางเรื่อยเปื่อยไปตามต้นไม้นั่นเอง อลิซก็ได้ยินเสียงเห่ากรรโชกดังมาจากเหนือศรีษะของตัวเอง เธอรีบเงยศรีษะขึ้นมองทันที มันเป็นสุนัขตัวมหึมาตัวหนึ่งมันยืดเล็บเท้าข้างหนึ่งออกมาพยายามจะแตะ ให้ถูกตัวของเธอพร้อมทั้งเห่าไปด้วย " น่ากลัวจัง " เธอพยายามผิวปากให้มัน แต่เธอก็กลัวเหลือเกินว่า มันอาจจะหิว ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นก็มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่มันอาจจะกินเธอซะใครจะไปรู้ได้ใช่ไหมล่ะ อลิซแทบจะไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไป เธอเอื้อมไปหยิบกิ่งไม้อันหนึ่งมาได้ก็ขว้างไปข้างหน้าจนสุดแรง ทัน ใดนั้นเจ้าสุนัขตัวนั้นก็กระโดดตามไม้ไปจนตัวลอย อลิซจึงได้จังหวะรีบหลบวูบเข้าไปที่หลังพุ่มหนาม และเธอเห็นว่าเป็นโอกาสอันงามที่จะหนี เธอเริ่มวิ่งทันที วิ่งไปข้างหน้าจนกระทั่งเริ่มเหนื่อยจนกระทั่ง เสียงเห่าของเจ้าสุนัขตัวนั้นจางหายไปแล้ว " ที่จริงมันก็น่ารักเอยู่เหมือนกันนะ..แล้วที่สำคัญมันก็หลอก ง่ายเสียด้วยสิ.." อลิซพูดทั้งหัวเราะขณะที่ยืนพักเหนื่อยพิงต้นไม้ต้นหนึ่ง พร้อมกับเด็ดเอาใบของมันมา พัดแก้ร้อน " ตอนนี้ฉันจะต้องหาทางให้ตัวใหญ่ขึ้นเสียก่อนอื่นใด เดี๋ยวก่อนนะ...แล้วจะทำยังไงดีล่ะ ก็น่าจะต้องกินหรือดื่มอะไรสักอย่างนั่นแหละ แต่ปัญหามันมีอยู่ว่า...แล้วอะไรล่ะ "


อลิซพยายามมองไป ที่รอบ ๆ ตัวของเธอ เห็นดอกไม้และใบหญ้าที่คม ๆ แต่ไม่เห็นอะไรที่น่าจะกินได้เลยสักอย่าง มีเห็ด ใหญ่อยู่อันหนึ่งขึ้นอยู่ข้าง ๆ เธอ สูงขนาดตัวเธอได้ เมื่อมองไปที่ข้างใต้ข้าง ๆ และก็ข้างหลังดูแล้ว อลิซรู้สึกว่าเธอน่าจะดูด้วยว่าข้างบนมันเป็นยังไง อลิซพยายามเขย่งตัวขึ้น พยายามมองไปบนขอบของ ดอกเห็ด ทันใดนั้นสายตาของเธอก็ประสานกับสายตาของหนอนผีเสื้อสีเขียวตัวใหญ่ซึ่งกำลังนั่งพับแขน อยู่บนดอกเห็ด มันกำลังสูบกล้องอันยาว และไม่ได้สนใจอลิซและสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเลยแม้แต่น้อย ตอน 4..." คำแนะนำจากหนอนผีเสื้อ" หนอนผีเสื้อกับอลิซมองสบตากันอยู่เงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดมันก็เอากล้องออกจากปาก แล้วเอ่ยทัก อลิซด้วยเสียงเนือย ๆเหมือนคนง่วงนอน " เธอเป็นใครกัน " หนอนผีเสื้อถาม คำพูดเช่นนี้ไม่ใชประโยค เปิดการสนทนาที่เป็นมิตรเท่าใดนัก อลิซจึงตอบคำถามออกไปอย่างขลาด ๆ ว่า " เออ ฉัน...ตอนนี้ฉัน บอกไม่ถูกค่ะคุณหนอนผีเสื้อ...เพราะตอนนี้ฉันคิดว่าฉันไม่ใช่ตัวเองเลย เห็นไหมคะ " " ฉันไม่เห็น " หนอนผีเสื้อตอบแล้วย้อนไปสูบกล้องนิ่งเงียบ แล้วในที่สุดมันก็ปล่อยแขนลงอีกครั้งเอากล้องยาออก จากปากแล้วพูดอีกว่า " เธอคิดว่าตัวเองเปลี่ยนไปงั้นรึ " " ฉันคิดว่าอย่างนั้นค่ะ " อลิซตอบ " ฉันจำ อะไร ๆ ไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน แล้วตัวฉันก็ใหญ่บ้างเล็กบ้างไม่หยุดเลย " " เธออยากตัวใหญ่เท่าไหนรึ" หนอนผีเสื้อถาม " อ๋อ ความจริงฉันไม่ได้เจาะจง เรื่องขนาดหรอกค่ะ เพียงแต่...คนเราไม่มีใครอยากเปลี่ยน ขนาดของตัวเองบ่อย ๆ จริงไหมคะ" " ฉันไม่รู้ว่าจริงไหม " หนอนผีเสื้อตอบ อลิซจึงไม่ยอมพูดอะไรอีก เธอไม่เคยถูกใครพูดแบบขัดคออย่างนี้มาก่อนในชีวิตจึงเริ่มจะรู้สึกโกรธขึ้นมานิด ๆ " ตอนนี้เธอพอใจ ขนาดที่เป็นอยู่ตอนนี้หรือยังล่ะ " หนอนผีเสื้อถามขึ้นมาอีก " เอ้อ..ฉันอยากจะใหญ่ขึ้นอีกนิดค่ะ ถ้าคุณ ไม่ว่าอะไรนะคะ " อลิซตอบ " การสูงแค่สามนิ้วนี่มันน่าเศร้ามากเลยนะคะ " " เป็นความสูงที่เหมาะดีออก" หนอนผีเสื้อพูดด้วยน้ำเสียงโกรธนิด ๆ พร้อมกับยืดตัวตรงขณะที่พูด ( ตัวมันเองสูงสามนิ้วพอดี ) " แต่ฉัน ไม่ชินนี่คะ " อลิซพยายามทำเสียงอ้อนวอนอย่างน่าเวทนา " ต่อไปเธอก็ชินเองแหละ " หนอนผีเสื้อว่าแล้ว ก็เอากล้องยาใส่ปากเริ่มสูบกล้องอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้อลิซรอคอยด้วยความอดทน จนกระทั่งหนอนผีเสื้อ รู้สึกอยากพูดอีกครั้ง ประมาณนาทีหรือสองนาทีหลังจากนั้นหนอนผีเสื้อก็เอากล้องออกจากปาก หาว หวอด ๆ สะบัดตัว แล้วก็ลงมาจากดอกเห็ด คลานหายไปในกอหญ้า แต่ขณะที่คลานนั้นมันก็พูดออกมา ว่า " ด้านหนึ่งจะทำให้เธอสูงขึ้น อีกด้านหนึ่งจะทำให้เธอเตี้ยลง " " ด้านหนึ่งของอะไรล่ะ ด้านหนึ่งของ อะไร ! " อลิซคิดในใจ " ของดอกเห็ด " หนอนผีเสื้อพูดราวกับมันได้ยินเธอถามออกไปจริง ๆ แต่เพียง เดี๋ยวเดียวมันก็คลานลับสายตาไป อลิซจ้องมองเห็ดอย่างพินิจพิเคราะห์อยู่พักหนึ่ง พยายามดูว่าส่วนไหน คือด้านสองด้านที่ว่า และเนื่องจากเห็ดนั้นมีรูปร่างกลมไร้เหลี่ยมหรือมุมใด ๆ อลิซคิดว่าปัญหานี้ช่างตอบ ยากเหลือเกิน


แต่ในที่สุดอลิซก็ยืดแขนสองข้างออกไปโอบรอบเห็ดไว้แล้วบิขอบสองข้างด้วยมือแต่ละข้าง " ทีนี้ข้างไหนเป็นข้างไหนล่ะ " อลิซพูดกับตัวเอง แล้วลองกินเห็ดในมือขวาไปนิดหนึ่งเพื่อทดลองดูผล ครู่ต่อมาเธอรู้สึกว่าถูกกระแทกอย่างแรงตรงใต้คาง ปรากฏว่าคางของเธอกระแทกเข้ากับเท้าของตัวเอง ! อลิซตกใจกับความเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหันครั้งนี้จนทำอะไรไม่ถูก แต่เธอรู้สึกว่าจะรอช้าไม่ได้เสีย แล้ว เพราะตัวของเธอกำลังหดเล็กลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น อลิซจึงกินเห็ดอีกข้างหนึ่งทันที คางของเธอ กดแน่นอยู่บนเท้าจนแทบจะอ้าปากออกไม่ได้ กระนั้นอลิซก็ทำสำเร็จในที่สุด เธอกลืนเห็ดข้างซ้ายลงไป จนได้ " เอาละ หัวของฉันโผล่ออกมาแล้ว " อลิซพูดด้วยน้ำเสียงดีใจ ซึ่งกลับแปลเปลี่ยนเป็นความตื่น ตระหนกในวินาทีต่อมา เมื่อเธอได้พบว่าเธอมองไหล่ของตัวเองไม่เห็น และเมื่อเธอก้มลงมองตัวเอง สิ่ง เดียวที่มองเห็นคือลำคอยาวยืด ดูเหมือนมันจะยืดขึ้นราวกับปล่องไฟโผล่ทะลุขึ้นมากลางผืนใบไม้ที่เห็นอยู่ เบื้องล่างต่ำลงไป และดูเหมือนว่าเธอจะไม่มีโอกาสที่จะยกมือขึ้นมาถึงศรีษะได้ อลิซจึงพยายามที่จะก้ม หัวลงไปหามือ แล้วพลันก็มีเสียงซู่ ๆดังขึ้นมาที่ใกล้ ๆนกพิราบตัวใหญ่บินพุ่งชนหน้าเธอ และกำลังใช้ ปีกของมันตีเธออย่างแรง " เจ้างูร้าย ! " นกพิราบร้องตะโกน " ฉันไม่ใช่งูนะ " อลิซตอบอย่างเคือง ๆ " ออกไปนะ ฉันขอย้ำว่าเจ้าคืองู " นกพิราบพูดต่อไปอีก " แค่ฉันฟักไข่ก็ยากเย็นแสนเข็นอยู่แล้ว นี่ยัง ต้องเฝ้าระวังงูอย่างพวกเจ้าทั้งกลางวันและกลางคืนอีก ให้ตายสิ นี่สามอาทิตย์มาแล้วนะที่ฉันยังไม่ได้ หลับเลยสักงีบ ! " นกพิราบครวญคราง " ฉันเสียใจด้วยจ๊ะ แต่ว่าฉันไม่ใช่งูหรอกนะ จริง ๆแล้วฉันเป็น เด็กผู้หญิงที่น่าสงสารคนหนึ่ง...ฉันคิดว่านะ " อลิซพยายามอธิบาย " เรอะ...งั้นก็ไปไกล ๆ เลย " เสียงตอบ ของนกพิราบดูเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวพลางบินหนีไปที่รังไข่ของมัน อลิซก้มหัวลงให้ไปใกล้ต้นไม้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ว่าคอของเธอคอยแต่จะพันกับกิ่งไม้อยู่เรื่อย จน ต้องหยุดคลายออกอยู่หลายครั้ง สักพักหนึ่งเธอจึงลงมือกินเห็ดที่อยู่ในมืออย่างระมัดระวัง กัดชิ้นหนึ่ง แล้วไปกัดอีกชิ้นหนึ่ง บางครั้งตัวเธอก็ยืดขึ้นบางครั้งก็หดลง จนกระทั่งมาอยู่ในขนาดปกติได้ในที่สุด "เอาหละกว่าจะกลับมาเป็นปกติได้นี่ มันชั่งวุ่นวายเสียจริง ๆ แต่ว่าไอ้การเปลี่ยนไปเปลี่ยนมานี่มันน่าทึ่ง เสียจริง ๆ ฉันเดาไม่ออกเลยนะเนี่ยว่าเดี๋ยวฉันจะเปลี่ยนไปยังไงอีก แต่ยังไงก็ตามเถอะ..ตอนนี้ฉันกลับ มาตัวเท่าเดิมแล้วนี่ ขั้นต่อไปก็คือหาทางเข้าไปในสวนที่สวยงามนั่นให้ได้...แล้วจะเข้าไปได้ยังไงน้า... สงสัยจัง " พูดยังไม่ทันจบอลิซก็เกือบสะดุ้ง


ตอน 5..." คำแนะนำของแมวเชสเชอร์ " เมื่อเหลือบไปเห็นแมวเชสเชอร์ ( เขาว่ามันเป็นแมวเจ้าเล่ห์ที่ยิ้มได้ ) นั่งอยู่บนคาคบไม้ไม่ห่างออกไปมากนัก เจ้าแมวเพียงแค่ยิ้มเมื่อเห็นอลิซ เธอรู้สึกว่ามันเป็นแมว นิสัยดี แต่เนื่องจากเล็บเท้าของมันยาวมาก เขี้ยวก็ดูเหมือนจะยาวมากด้วย เธอจึงคิดว่าควรจะปฏิบัติกับมัน ด้วยท่าทางที่เคารพสักหน่อย " คุณเหมียวเชสเชอร์จ๊ะ " อลิซเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเบาเพราะเดาไม่ถูกว่ามันจะ ชอบชื่อนี้หรือเปล่า แต่มันก็เพียงแต่ฉีกยิ้มกว้างขึ้นมาอีกนิดหน่อย " เอาน่าดูท่าทางมันจะเป็นแมวที่ อารมณ์ดีอยู่หรอก " แล้วจึงพูดต่อว่า " ช่วยบอกหน่อยสิจ๊ะ ว่าจากตรงนี้ฉันควรจะไปทางไหนดี " " เรื่อง มันขึ้นอยู่ที่ว่า เธออยากจะไปไหนน่ะสิ " แมวเชสเชอร์ตอบ " ฉันไม่เลือกว่าที่ไหนหรอก...ขอแค่ฉันได้ไป ที่ไหนสักแห่ง..." อลิซตอบ " เรื่องนั้นสบายมาก ถ้าเธอเดินทนสักหน่อย " แมวตอบ อลิซรู้สึกว่าคำพูด ของมันไม่อาจปฏิเสธได้ เธอจึงลองถามเรื่องอื่น " คนที่อยู่แถว ๆนี้เป็นใครกันบ้างจ๊ะ " " ทางนั้น...." เจ้าแมวพูดพลางยกอุ้งเท้าขวาขึ้นแกว่งไปมา " มีคนขายหมวก ส่วนอีกทาง..." มันยกอุ้งเท้าซ้ายขึ้นแกว่ง บ้าง " มีกระต่ายมีนาคมอยู่ เธออยากไปหาใครก็ด้าย บ้าเหมือนกันหมดนั่นแหละ ! " "แต่ฉันไม่อยาก เจอคนบ้านี่ " อลิซทวง " โอ้ย ทำไงได้ล่ะเธอ คนแถวนี้บ้ากันทั้งนั้น ฉันก็บ้า เธอก็บ้า " แมวตอบ " เธอ รู้ได้ยังไงว่าฉันบ้า " อลิซถาม " เธอต้องบ้าอยู่แล้ว ไม่งั้นเธอก็ไม่มาที่นี่หรอก " อลิซคิดว่านั่นเป็นเหตุผล ที่ไม่เข้าท่าเลยแม้แต่น้อย แต่เธอก็ยังถามต่อไป " แล้วเธอรู้ได้ยังไงว่าเธอบ้า " " ข้อแรกคือหมาไม่ได้บ้า เธอยอมรับข้อนี้ไหม " แมวถามกลับ " คงใช่มั้ง " อลิซว่า " เอาละ ทีนี้ เวลาหมาโกรธมันจะคำรามใช่ไหม แล้วก็แกว่งหางเวลาชอบใจ ส่วนฉันคำรามเวลาชอบใจ แล้วแกว่งหางเวลาฉันโกรธ ก็แสดงว่าฉันบ้า น่ะซิ เข้าใจหรือยัง " แมวอธิบาย " เขาเรียกว่าครางตะหาก ไม่ใช่คำราม " อลิซแย้ง " เธอจะยังไงก็เรื่อง ของเธอ เปลี่ยนเรื่องดีกว่าวันนี้เธอจะไปเล่นตีบอลลอดห่วงกับพระราชินีหรือเปล่าล่ะ " แมวถาม " มีด้วย หรือ ฉันอยากเล่นมากเลย แต่ไม่เห็นมีใครชวนสักคน " อลิซตอบ " ไว้เจอกันที่นั่นแล้วกัน " แมวพูดแล้ว หายวับไปกับตา แต่อลิซไม่ได้แปลกใจอะไรเท่าไหร่นัก เพราะเธอดูจะคุ้น ๆ กับเรื่องที่แปลกประหลาด ทั้งหลายเสียแล้ว สักครู่ใหญ่อลิซก็ตัดสินใจที่จะเดินไปในทิศที่เจ้าแมวบอกว่ากระต่ายมีนาคมอาศัยอยู่ "กระต่ายมีนาคมดูจะน่าสนใจที่สุด ตอนนี้เป็นเดือนพฤษภา คิดว่ามันคงจะยังไม่บ้าน้า อย่างน้อยก็ไม่บ้า เท่าเดือนมีนาล่ะ " ขณะพูดคำนี้เธอก็เงยหน้าขึ้น แล้วก็พบว่าเจ้าแมวเชสเชอร์มาปรากฏอยู่บนกิ่งไม้เหนือ ศรีษะของเธออีกครั้ง " เมื่อกี้เธอพูดว่าเดือนนี้มันเดือนพฤษภาเหรอ " มันถาม " ใช่ฉันพูดแน่ ๆ แล้วก็... เธออย่าไป ๆ มา ๆ ปุบปับอย่างนี้สิ เวียนหัวไปหมดแล้ว " อลิซพูด " ก็ได้ " เจ้าแมวเชสเชอร์ว่า คราวนี้ ตัวมันค่อย ๆ จางหายไป เริ่มจากปลายหาง และสุดท้ายก็คือปากฉีกยิ้มของมัน ซึ่งยังคงเห็นลอยอยู่สักพัก หลังจากส่วนอื่น ๆ หายไปหมดแล้ว " อึ้ม...ฉันเคยเห็นแต่แมวไม่มีรอยยิ้ม " อลิซคิดในใจ " แต่รอยยิ้ม โดยไม่มีแมวนี่สิ ! แปลกดีไม่เคยเห็นอะไรที่แปลกประหลาดอย่างนี้มาก่อนเลยจริง ๆ ให้ตายสิ "


ตอน 6..." งานเลี้ยงน้ำชาของคนบ้า" อลิซเดินมาไม่ไกลนักก็เห็นบ้านของกระต่ายมีนาคม เธอคิดว่าคงจะใช่อย่างแน่ ๆ เพราะที่ปล่องไฟ มีรูปร่างเหมือนหูยาว ๆสองข้าง ส่วนหลังคาก็มุงด้วยขนกระต่าย อลิซเดินเข้าไปยังบ้านหลังนั้นด้วยท่า ทางแบบหวั่น ๆ พลางพูดกับตัวเองว่า " แล้วถ้ามันบ้าอยู่ทุกเดือนฉันจะทำยังไงดีล่ะ จริง ๆ แล้วฉันน่า จะไปหาคนขายหมวกมากกว่านะเนี่ย " ใต้ต้นไม้หน้าบ้านมีโต๊ะตั้งอยู่ กระต่ายมีนาคมกับคนขายหมวก กำลังดื่มน้ำชากันอยู่ มีหนูหริ่งนั่งคั่นระหว่างทั้งสอง มันกำลังหลับสนิททีเดียว กระต่ายมีนาคมกับคน ขายหมวกจึงใช้ตัวมันแทนเบาะ โดยวางแขนไว้บนตัวหนู แล้วพูดคุยข้ามหัวมันไปมา " หนูหริ่งต้อง อึดอัดแน่ ๆ เลย " อลิซคิด " แต่ในเมื่อมันหลับอยู่ มันคงไม่ถือสาอะไรมั้ง " โต๊ะที่ว่าเป็นโต๊ะขนาดใหญ่ แต่ทั้งสามกลับนั่งเบียดกันอยู่ที่มุมหนึ่ง " นั่งไม่พอ ! นั่งไม่พอ ! " พวกเขาร้องออกมาเมื่อเห็นอลิซเดิน เข้ามา " มีที่ว่างเยอะ " อลิซพูดเสียงโกรธ ๆ แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ที่มีพนักตัวใหญ่ทางหัวโต๊ะ " ดื่มไวน์สิ " กระต่ายมีนาคมเอ่ยชวน อลิซมองไปทั่วโต๊ะ ก็ไม่เห็นมีอะไรแม้แต่น้ำชาก็ไม่มี มีแต่ถ้วยกับชามเปล่า ๆ เท่านั้น " ไม่เห็นมีไวน์เลยนี่คะ " เธอเอ่ยขึ้น" ก็ไม่มีน่ะสิ " กระต่ายตอบเสียงห้วน ๆ " ถ้างั้นคุณก็เสีย มารยาทมากที่ชวนฉันดื่มไวน์ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรเลย " อลิซรู้สึกโกรธ " เธอก็เสียมารยาทมากที่นั่งลงโดย ไม่มีใครเชิญนะเนี่ย " กระต่ายมีนาคมสวนกลับทันควัน " ฉันไม่รู้นี่คะว่าเป็นโต๊ะของคุณ " อลิซชี้แจง " โต๊ะนี่นั่งได้มากกว่าสามคนอยู่แล้ว " " เธอน่าจะไปตัดผมเสียหน่อยนะ " คนขายหมวกเอ่ยขึ้น เขามองอลิซ ด้วยท่าทางสนอกสนใจมาครู่หนึ่งแล้ว แต่เพิ่งเอ่ยขึ้นเป็นคำแรก " คุณก็ควรจะเลิกพูดติติงเรื่องส่วนตัว ของคนอื่น " อลิซพูดเสียงห้วน " เป็นการเสียมารยาทมากนะคะ " คนขายหมวกฟังคำพูดนี้ด้วยดวงตา เปิกกว้างแล้วไม่ยอมพูดอะไรอีก หนูหริ่งที่ตั้งหน้าตั้งตาหลับอยู่ก็พูดขึ้นทำลายความเงียบทั้ง ๆ ที่ยังหลับ อยู่ " ฉันหายใจตอนหลับ เหมือนกับ ฉันหลับตอนหายใจ จู้ ๆๆๆ" " เธอเห็นไหมว่าทั้งหมดนี้ไร้สาระ " คนขายหมวกสรุป แล้วทั้งหมดก็นั่งเงียบกันไปครู่ใหญ่ " วันนี้วันที่เท่าไหร่แล้วนะ " คนขายหมวกเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน เขาหันมาทางอลิซ แล้วหยิบนาฬิกาขึ้นมาจากกระเป๋า เขาเพ่งมองมันอย่าง ยากลำบาก ก่อนที่จะเขย่านาฬิกาแล้วยกขึ้นไปชิดหู


อลิซนั่งนึกอยู่สักพักแล้วจึงตอบว่า " วันที่สี่ " " ผิดไปสองวัน ! " คนขายหมวกถอนใจ " ฉันบอกแล้วว่า เนยใช้ไม่ได้ผลหรอก " คนขายหมวกพูดพลางจ้องกระต่ายมีนาคมอย่างโกรธเกรี้ยว " นั่นมันเนยชั้นเยี่ยม เชียวนะ " กระต่ายมีนาคมตอบเสียงอ่อย ๆ " ก็ใช่ แต่เศษขนมปังคงปนเข้าไปด้วยสิ " คนขายหมวกบ่น ต่อไป " แกไม่น่าใช้มีดตัดขนมปังเล้ย " กระต่ายมีนาคมฉวยนาฬิกาไปแล้วทำท่าก้มลงมองไปที่จานเปล่า ด้วยท่าทางเสียใจ มันจุ่มนาฬิกาลงไปถ้วยชาที่ไม่มีน้ำชาของมันเอง แล้วมองเวลาอีกครั้ง แต่ก็ไม่อาจพูด ได้มากกว่าประโยคเดิม " นั่นมันเนยชั้นเยี่ยมเชียวนะ " อลิซมองที่นาฬิกาเรือนนั้นด้วยความแปลกใจ แล้ว พูดขึ้นว่า " นาฬิกานี่แปลกดีนะ บอกวันที่แต่ไม่บอกเวลา " " ก็ทำไมต้องบอกเวลาด้วย " คนขายหมวกบ่น งึมงำ " นาฬิกาบ้านเธอบอกปีด้วยหรือเปล่าล่ะ " "เปล่าหรอกค่ะ" อลิซตอบอย่างร่าเริง " ก็ปีไม่ได้เปลี่ยน บ่อยไม่ใช่หรือคะ " " นาฬิกาของฉันก็เหมือนกันนั่นแหละ " คนขายหมวกว่า อลิซรู้สึกประหลาดใจ เหลือจะกล่าวอะไรได้ เพราะคำพูดของคนขายหมวกแทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย ทั้งที่ใช้ภาษาเดียวกัน และถูกต้องหมดทุกคำ " ฉันไม่ค่อยเข้าใจอะไรทุกอย่างที่คุณพูดออกมาเลยค่ะ " อลิซตอบพร้อมทั้ง พยายามใช้น้ำเสียงที่สุภาพที่สุด " เรามาทายปัญหาปริศนากันเอาไหม? " กระต่ายมีนาคนเอ่ยขึ้น แต่อลิซ กลับถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย " ฉันคิดว่าพวกคุณน่าจะทำอะไรที่มีประโยชน์มากกว่าจะมานั่งทาย ปริศนาที่ไม่มีคำตอบ แล้วนั่งทานน้ำชาที่มีแต่ถ้วยเปล่าอย่างนี้นะคะ เสียเวลาเปล่า ๆฉันว่า " และที่สำคัญ ตอนนี้อลิซไม่สามารถที่จะทนนั่งฟังเรื่องราวและคำพูดที่ไร้สาระอย่างนี้ได้อีกต่อไป เธอผุดลุกขึ้นด้วย ท่าทางที่นึกรังเกียจแล้วเดินออกจากโต๊ะไปอย่างคนฉุนเฉียว หนูหริ่งยังคงหลับอยู่อย่างเดิม ส่วนคนขาย หมวกกับกระต่ายมีนาคมก็ดูเหมือนว่าจะไม่สนใจการจากไปของเธอสักนิด แม้ว่าเธอจะมองกลับมาหลาย ต่อหลายครั้ง เพราะอดหวังไม่ได้ว่าจะมีใครสักคนเรียกให้เธอกลับไป ภาพสุดท้ายที่เธอเห็นนั้น ทั้งคู่กำลัง พยายามจับเอาหนูหริ่งยัดใส่กาน้ำชา " ทำอะไรที่ไร้สาระมาก...แต่ไม่ว่ายังไงฉันก็จะไม่กลับไปที่นั่นอีก " อลิซพูดขณะเดินไปในป่า " ช่างเป็นงานเลี้ยงน้ำชาที่ไม่ได้สติที่สุดเท่าที่ฉันเคยไปมาจริง ๆ " พอพูดจบ เธอก็สังเกตเห็นต้นไม้ต้นหนึ่ง มีประตูเปิดเข้าไปข้างในลำต้นของมัน" น่าแปลกมาก ! " อลิซคิด " แต่ วันนี้ดูอะไรๆ ก็แปลกไปหมดนั่นแหละ แต่ฉันว่าฉันน่าจะเข้าไปข้างในนั้นนะ" ว่าแล้วเธอก็เดินเข้าไปใน ประตูนั้น อลิซก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้องโถงกว้างห้องเดิมอีกครั้ง แล้วก็กำลังยืนอยู่ที่ใกล้ ๆกับโต๊ะแก้ว สามขา ตัวเดิม " คราวนี้ฉันต้องทำให้ได้ดีกว่าคราวก่อนแน่ " อลิซพูดกับตัวเอง เธอเอื้อมมือไปหยิบลูก กุญแจทองคำมากำไว้ จากนั้นก็กินเห็ดไปนิดหนึ่ง ( เธอเก็บเห็ดชิ้นนี้ไว้ในกระเป๋ากระโปรง ) พอตัวของเธอ ได้ขนาดพอเหมาะที่จะเข้าไปในประตูได้แล้ว อลิซก็ไขบานประตูให้เปิดออก แล้วจึงเดินไปตามทางเล็ก ๆ ที่เห็นนั่น และแล้ว...อลิซก็เข้าไปอยู่ในสวนสวยตระการตานี้ที่เธอหมายมั่นปั้นมือว่าอยากจะมาได้ในที่สุด ตอนนี้เธอกำลังยืนอยู่ท่ามกลางหมู่ดอกไม้ที่มีสีสันสวยสดใสและน้ำพุที่แสนจะสดชื่นและเย็นฉ่ำ....



หน้า 1   หน้า 2   หน้า 3(ยังไม่จบ)

แปลและเรียบเรียงโดยสุขุมาลย์