ฉลองพระองค์ชุดใหม่ของพระราชา

และเมื่อมาถึงห้องทอผ้าที่สองวายร้ายได้ใช้ทำงานแล้วนั้น พระราชาก็ทรงรับสั่งให้ผู้ตามเสด็จใกล้ ชิดทุกคนเดินไปข้าง หน้าก่อนพระองค์เพื่อดูผ้าชิ้นนั้นเสียก่อนให้มั่นพระทัยอีกครั้ง เจ้าจอมวายร้าย จอมต้มตุ๋นเมื่อพวกมันเห็นผู้ที่ตามเสด็จ ใกล้ชิดของพระราชาเหล่านั้นทำท่าทางเงอะ ๆ เงิ่น ๆ มองหูก ทอผ้าด้วยสายตาที่เหมือนจะตกใจเช่นนั้น พวกมันก็เลยทำที เป็นพูดว่า
" เป็นยังไงล่ะท่านทั้งหลาย ผ้าชิ้นนี้ช่างงามวิเศษจริงไหม ? ละท่าน" ขุนนางผู้ซื่อสัตย์ทั้งสองเมื่อได้ยินดังนั้น ก็ร้อนตัวขึ้นมาเลยทีเดียว จึงพูดแสดงความชื่นชมสำทับเข้าไปอีก และยังได้ทูลกับพระราชาที่ทรงยืนหลบอยู่ที่ด้านหลังพวก เขาด้วย อีกว่า
" แล้วฝ่าบาทจะไม่ทอดพระเนตรสักนิดหรือพ่ะย่ะค่ะ ทั้งลวดลายและสีสัน " กราบทูลพร้อมทั้งชี้มือไป ยังหูก ผ้าอันว่างเปล่า พลางคิดว่าถึงแม้ตนนั้นจะมองไม่เห็นก็ตาม แต่บางทีคนอื่น ๆ และพระราชาคงจะมี ความสามารถที่จะมอง เห็นผ้าวิเศษนั้นก็อาจเป็นได้


และเมื่อพระราชาทรงราชดำเนินออกมายืนตรงข้างหน้าผู้ตามเสด็จ แล้วทอดสายตาไปที่หูกผ้าเข้าเท่านั้น
" อะไรกันนี่ ! " พระราชาทรงคิด " ข้าไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรสักอย่าง ตายจริง ! ข้าโง่เขลาถึงเพียงนี้เชียวหรือ หรือว่าข้าไม่ เหมาะที่จะเป็นพระราชาอีกต่อไปแล้ว ครั้งนี้เป็นเรื่องที่เลวร้ายมากที่สุดสำหรับข้าเหลือเกิน " พระองค์ทรงคิดและรู้สึกอึดอัด พระทัย แต่พระองค์คงจะรับสั่งออกมาไม่ได้หรอกว่า
" พระองค์นั้นมองไม่ เห็นอะไรเลยสักอย่างเดียว " พระองค์ทรงทำที เป็นพินิจพิจารณามองดูหูกว่างเปล่าที่ไม่มีอะไรอยู่บนนั้น อยู่สักครู่ แล้วก็ได้ทรงรับสั่งว่า


"โอ...ช่างสวยงามเหลือเกิน ! ถูกใจข้าอย่างที่สุด " ทรงพยักหน้าอย่างพอพระทัย พร้อมกับก้ม หน้าลงไปจนใกล้หูกทอผ้า อันว่างเปล่าทำท่าเป็นพินิจพิจารณานิ่งอยู่เป็นนานอีกครั้ง กลุ่มผู้ติด ตามนั้นเล่าก็ช่วยกันดูแล้วดูอีก แต่พวกเขาไม่กล้าพูด อะไร เหมือนกับคนก่อน ๆ ทุกคนที่ไม่กล้า พูดแสดงความคิดเห็นอะไรออกมา พวกเขาทำได้แค่พยักหน้าตามคำที่พระราชา ราชดำรัส ทุกคน จะพูดอย่างเดียวและเหมือน ๆ กันหมดทุกคนว่า " สวยพ่ะย่ะค่ะ สวยมาก " และได้กราบบังคมทูล เสนอให้ พระราชารีบสั่งตัดฉลองพระองค์ชุดใหม่เสียด้วยผ้าวิเศษผืนนี้ เพื่อที่จะได้ทรงเป็นครั้งแรก ในขบวนแห่อันยิ่งใหญ่ที่กำลังจะ มีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า


" ผ้านี้ช่างงามวิเศษประณีต ยอดเยี่ยม ! "เป็นคำชมที่แพร่จากปากต่อปากทุกคนล้วนยินดีเป็น อย่างยิ่งที่ผ้าวิเศษชิ้นนั้น เป็นที่โปรดปรานและถูกใจของพระราชายิ่งนักสองวายร้ายจอมต้มตุ๋น จึงได้รับเหรีญตราและตำแหน่งอัศวิน และได้รับการ แต่งตั้งพิเศษให้เป็นถึง "หัวหน้าช่างทอ"เลยทีเดียว สองวายร้ายจอมต้มตุ๋นยังคงทำท่าทำงานอย่างขะมักขะเม้นตลอดคืน ท่ามกลางแสงเทียนทั้งสิบหกเล่ม ที่สว่างไสว สิ่งเหล่านี้จึงเป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนดีว่าทั้งสองมุ่งมั่นที่จะตัดเย็บฉลอง พระองค์ชุดใหม่ ที่วิเศษสุดให้กับพระราชาเป็นอย่างมากเพียงใด


ทั้งคู่ต่างทำทีว่าหยิบม้วนผ้าออกมาจากหูก ใช้ตัวหนีบตรึงผ้าวางแบบแล้วใช้กรรไกรตัด ไปในอากาศ แล้วใช้เข็มทำทีเป็น เย็บผ้าทั้ง ๆ ที่ไม่มีด้ายแม้สักเส้นเดียว ในที่สุดก็พูดว่า
" เห็นไหม ตอนนี้ฉลองพระองค์ก็เป็นอันว่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว " พูดแล้วเจ้าสองวายร้าย จอมต้มตุ๋นก็หัวเราะกันเป็นการใหญ่ หนึ่งในสองวายร้ายได้พูดออกมาว่า
" ฮ่า ๆๆ เห็นไหม เกลอเอ๋ย... แค่โกหกว่า " เป็นผ้าวิเศษที่จะมองเห็นได้ก็แต่เฉพาะคนที่ฉลาด ส่วนคนที่โง่เขลา เบาปัญญาจะมองไม่เห็นแค่นี้เอง แม้แต่ พระราชาเองก็ไม่ทรงเฉียวใจได้เลยสักนิด ฮ่า ๆๆๆ แล้ว คนอื่น ๆ ด้วย ก็ไม่มีใครสักคนที่กล้าพอที่จะพูดว่า " เขามองไม่ เห็นผ้าผืนนี้...ใช่ไหมละเพื่อน ฮ่า ๆๆๆ "


แล้วพระราชาก็เสด็จเข้ามาเปลี่ยนเครื่องทรงเป็นฉลองพระองค์ชุดใหม่ พร้อมกับนายทหารคนสนิท สองวายร้ายจอมตุ๋นยกมือขึ้นข้างหนึ่งไว้ในอากาศ ทำทีเป็นถืออะไรบางอย่างไว้ในมือ แล้วกราบทูล พระราชาว่า " ขอเดชะ นี่คือสนับเพลาสามส่วน และนี่เป็นฉลองพระองค์แบบทิ้งชาย และตัวนี้เป็น ฉลองพระองค์ส่วนที่ เป็นเสื้อคลุมตัวใหม่พ่ะย่ะค่ะ " และพวกมันยังพูดเท็จทูลเรื่องต่าง ๆ อีกมากมาย " เนื้อผ้าจะบางเบามากพ่ะย่ะค่ะ มันจะมีน้ำหนักที่เบาหวิวเลยทีเดียว เบายิ่งกว่าใยแมงมุม ฝ่าบาท แทบจะรู้สึกเหมือนกับว่าไม่ได้สวมใส่อะไรอยู่เลย แต่เมื่อสวมแล้วจะสวยสง่ามากพ่ะย่ะค่ะ " " จริงด้วยพ่ะย่ะค่ะ " ขุนนางคนสนิทของพระราชาทั้งสองพูดทั้ง ๆ ที่ เขาไม่ได้เห็นอะไรเลยสักอย่าง และมันก็แน่นอนหละ..เพราะไม่มีอะไรจะให้เห็นนั่นเอง


" ตอนนี้ได้เวลาที่พระองค์ต้องถอดฉลองพระองค์ชุดเดิมออกได้แล้ว " สองวายร้ายจอมตุ๋นทูล " ข้าพระ พุทธเจ้าทั้งสองจะช่วยแต่งองค์ด้วยฉลองพระองค์ชุดใหม่ หน้าพระชายบานใหญ่นี้ " เมื่อพระราชาถอดฉลอง พระองค์ออก คนทั้งคู่ก็ทำทียื่นมือถวายฉลองพระองค์ชุดใหม่แล้วโอบ รอบบั้นพระองค์ ทำทีเป็นว่ากำลังผูกอะไร บางอย่าง นั่นคือชายผ้าห้อยด้านหลัง พระราชาทรงเอี้ยว พระวรกายมองดูพระฉาย
" สวรรค์โปรด ! ทรงสง่าอะไร อย่างนี้ ! มันเป็นชุดที่เหมาะกับพระวรกาย เป็นอย่างมาก ! " ทุกคนต่างทูล " ลวดลายสวยอะไรเช่นนี้ ! สีก็สวย ! ช่างเป็นฉลองพระองค์ที่งดงามเหลือเกิน ! "


แล้วเจ้าพนักงานผู้นำขบวนก็ได้เข้ามากราบทูลพระราชาว่า " ประชาชนมาตั้งแถวและคอยกันอยู่ ข้างนอกแล้ว มีซุ้มเตรียมอัญเชิญเสด็จเข้ากระบวนแห่พ่ะย่ะค่ะ " พระราชาจึงทรงรับสั่งว่า
" เอาละ ข้าพร้อมแล้ว แล้วเสื้อ ชุดนี้ล่ะเหมาะกับข้าไหม ? " จากนั้นพระองค์ก็หมุนพระวรกายไป รอบ ๆ หน้าพระฉายอีกครั้ง เพื่อให้ใคร ๆ หันมาสนใจในความสวยงามของฉลองพระองค์ชุดใหม่นั้น บรรดานายทหารคนสนิทผู้ต้องคอยถือชายผ้ายาว ทำทีก้มลงไปที่พื้นเพื่อเอามือควานหยิบชายผ้าขึ้นมา พวกเขายกมือขึ้นไปในอากาศ แต่ไม่กล้ายอมรับว่า พวกเขาไม่เห็นอะไรเลย


จากนั้นพระราชาก็ทรงเสด็จเข้าร่วมกระบวนแห่โดยมีมหาดเล็กถวายพระกรดที่งดงาม ประชาชน ที่เฝ้าดูอยู่ตามถนน และที่หน้าต่าง ต่างพากันพูดว่า " โอ้โห...ฉลองพระองค์ชุดใหม่ของพระราชา ช่างสวยอะไรอย่างนั้น ! ชายผ้าด้าน หลังก็สวยจริง ๆ ! ช่างเป็นชุดฉลองพระองค์ที่สวยเหมาะเจาะ อะไรอย่างนั้น ! " แต่ละคนพูดอย่างไม่อยากจะ แสดงออกมาว่าแท้จริงแล้วพวกเขาไม่เห็นอะไรเลย สักอย่างเดียวเพราะหากพูดออกไป จะเป็นเหมือนกับว่ามัน เป็นการตัดสินแน่นอนลงไปว่าพวกเขา นั้นโง่และไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง ไม่เคยมีฉลองพระองค์ชุดใดของ พระราชาจะสวยงามเท่าชุดนี้ เลยจริง ๆ พวกเขาพยายามคิด และพยายามสร้างสรรย์จิตนาการให้เกิดขึ้น ด้วยไม่อยาก ให้ใครว่าได้
" ว่าตัวเองนั้นโง่เขลาและเป็นผู้เดียวเท่านั้นที่มองไม่เห็น "


เมื่อขบวนได้เคลื่อนมาเรื่อย ๆ ได้สักพักก็มีเสียง เสียงหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นเสียงของเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่ตามมารดา ออกมายืนดูขบวนกับเขาด้วยเหมือนกันว่า
" อ้าว..ทำไม พระราชาแก้ผ้านี่ เย้ ๆๆๆ...พระราชาแก้ผ้า ! ..พระราชาแก้ผ้า ! .." เด็กน้อยคนนั้นร้องติงขึ้นตามภาษาของเด็กอย่าง ไร้เดียงสาที่ว่ามองเห็นอะไรแล้วก็พูดไปอย่างที่ได้เห็น พ่อของเด็ก คนหนึ่งที่ยืนอยู่ที่ใกล้ ๆ จึงพูด ขึ้นว่า "สวรรค์โปรด จงฟังเด็กที่ไร้เดียงสาคนนี้พูดสิ ! " จากนั้นก็มีเสียงกระซิบบอกจาก ปากหนึ่ง ไปสู่อีกปากหนึ่งตามคำที่เด็กพูด
" พระราชาแก้ผ้า ! " นั่นคือสิ่งที่เด็กตัวเล็ก ๆ พูดออกมาด้วย ความไร้เดียงสา และจากความเป็นจริง ที่เห็นอย่างไรก็พูดออกไปอย่างนั้น
"...พระราชาแก้ผ้า " " พระราชาแก้ผ้า ! "


ในที่สุดประชาชนทั้งหมดก็ตะโกนร้องแล้วต่างก็หัวเราะออกมาด้วยนึกขำจนสุดที่จะทนเลย ทีเดียว พระราชาทรงรู้สึก พระองค์ว่าได้โดนเจ้าสองจอมวายร้ายนักต้มตุ๋นนั้นหลอกเสียแล้ว พระองค์รู้ว่าเด็กเล็กคนนั้นและประชากรทั้งหลายพูดถูก แต่ทรงคิดว่า " ตอนนี้ข้าจำเป็นต้อง เดินขบวนให้จบและตลอดรอดฝั่ง เพราะมันเป็นหน้าที่ของข้า " เมื่อทรงคิดได้ดังนั้นแล้ว พระองค์ ก็เลยทำท่าเดินอย่างองอาจและภาคภูมิใจหนักเข้าไปให้อีก ส่วนนายทหารคนสนิทซึ่งเป็นผู้คุม ขบวนและสองขุนนาง คนสนิทของพระองค์นั้น....ไม่ต้องถามถึงหรอก เพราะไม่ได้อยู่ที่นั่นเสียแล้ว...













BACK END
แปลและเรียบเรียงโดยสุขุมาลย์