กำเนิดศรีธนญชัย....(ต่อ)


พอคำว่า "ยายปากม้า " เข้าหู ยายเมียกำลังอารมณ์ เสียอยู่แล้ว เลยยิ่งเพิ่มทวีกันใหญ่ ยังมิทันฟังให้ถนัดว่าเป็นเสียงใคร รี่เข้าหาผัวด้วยความ โกรธจนตัวสั่นทันที

       " ชะ ชะ อ้ายเฒ่า "พลางชี้หน้าตวาดเสียงเขียว " แกบังอาจเรียกข้าว่ายายปากม้าเชียวเรอะ ? "

       ฝ่ายตาผัวอยู่ ๆก็โดนเล่นงาน โดยไม่รู้เรื่องรู้ราว เช่นนั้นก็ตาลีตาเหลือกปฏิเสธอย่างรวดเร็ว " ปละ...เปล่า ! ข้าไม่ได้เรียกแกสักนิด "

       " หนอยแน่ ! ข้าได้ยินกับหูเมื่อกี้ ไม่ต้องมาปฏิเสธให้ เจ็บตัวเปล่า ๆหรอก รับมาเสียตรง ๆจะได้เจ็บน้อยหน่อย อ้ายเฒ่า ?"

       " ก็ไม่ได้เรียกนี่ จะให้รับยังไงวะ ?"

       " แล้วมันใครล่ะคนหรือผีที่เมื่อตะกี้หัวเราะคิก ๆแล้ว เรียกข้าว่า " ยายปากม้า " น่ะ

       " ข้อนั้นข้าไม่รู้ด้วย " ตาผัวยืนกรานปฏิเสธอย่างเดิม เล่นเอายายเมียหัวฟัดหัวเหวียง แม่กระทืบเท้าโครม ๆด้วยความโมโหทวีขึ้นสุดขีด

       " ดีแล้ว อ้ายแก่ ยังปากแข็งไม่ยอมรับอยู่ได้ เอาละ แกจะปากแข็งขนาดไหนก็ให้รู้กัน ยังไงข้าต้องทำให้แกยอมรับและกราบเท้าข้าให้ได้ คอยดู ! " ว่าพลางกระโดดเข้าใส่มือกางหราตั้งท่าจะกระชากใบหูตาผัวมาบิด เพื่อจะบัง คับให้รับให้จงได้

       แต่แล้ว...แกก็ต้องสะดุ้งโขยงสุดตัวเมื่อได้ยินเสียง ลึกลับร้องขึ้นทางเบื้องหลัง " อุ๊ย ! เสียงใส้ ! ทำไมจะเล่นงับใบหูแบบสุนัขกัดกันยังงั้น เล่า ? "

       " ใครวะ ? " ยายแก่ร้องลั่น พร้อมกับหันควับมาเพื่อจะ ดูหน้าเจ้าของเสียงด้วยความเดือดดาล แต่...ก็ไม่ปรากฏเห็นมีใครอยู่ข้างหลังแกเลยสักคน นอกจากกระบอกไม้ไผ่อันนั้นเท่านั้น แกพยายามกวาดสายตาไปรอบ ๆอีกครั้งหนึ่งแต่ก็ไม่ พบผู้ใด จึงปราดออกไปตรวจดูที่หน้าประตูกระท่อม แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่ปรากฏเห็น แต่เงาของผู้หนึ่งผู้ใดตามเคยนั่นเอง

       " อ้ายระยำคนไหนวะ? หนอยแน่ ! บังอาจมาด่าข้าได้" ยายแก่บ่นพึมพำอย่างหัวเสีย " หลงโทษอ้ายแก่เป็นวรรคเป็นเวร ที่แท้ไม่ใช่มัน เป็นไอ้ระยำ ตำบอนไม่มีตัวตนนี่เอง ฮึ ! เจ็บใจนัก ไม่รู้ว่ามันไปซ่อนอยู่ที่ไหนได้มิดชิดดีเหลือเกิน "

       แกบ่นพลางเดินกลับเข้ากระท่อม พอดีมาสะดุดกึกลง ตรงกระบอกไม้ไผ่และจะนึกอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ละ แกพูดเปรย ๆออกมา " หรือมันจะเข้ามา หลบอยู่ในกระบอกไม้ไผ่อันนี้กระมั้ง ข้าจึงไม่เจอ? แต่...เออ! ข้าก็พูดเป็นบ้าไปได้มันไม่ใช่ หนูนี่จะได้เข้าไปหลบในกระบอกไม้ไผ่ คนโว้ย...อ้ายที่มันด่าข้านั่นคนแน่ ๆ "

       " ฮิ ! ฮิ ! ก็คนน่ะซี ถึงด่าได้ "

       " หา...? " ยายแก่ร้องลั่นขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แกจ้องเขม็ง ตาไปที่กระบอกไม้ไผ่ตรงหน้าอย่างไม่วางตา เป็นครู่จึงหัวเราะออกมาด้วยความดีใจ " ฮะ ฮะ ในที่สุดข้าก็จุดไต้มาชนตอเข้าจนได้ อ้ายระยำนี่มันซ่อนอยู่ในนี้เองเป็นอันว่า ข้าจะได้แก้เผ็ด มันให้หายเจ็บใจแล้ว อวดเก่งเหลือเกิน ต้องเอามันเสียให้สาสมเอา ข้าจะลงมือเดี๋ยว นี้แหละ "

       โดยฉับพลัน ยายแก่ยกกระบอกไม้ไผ่ขึ้นฝาดกับเสา กระท่อมอย่างเดือดดาล และไม่ปราณีปราศรัยปากก็ร้องไปว่า " นี่ ! นี่ ! ฝีมือของข้า ปาก เอ็งไม่ชอบอยู่สุขนี่หว่ามาด่าคนอย่างข้าได้ ข้าต้องตอบแทนเอ็งอย่างนี้แหละ "


ฝ่ายตาผัวซึ่งยืนอยู่อีกด้านหนึ่ง พอเหลือบมาเห็นยาย เมียทำเช่นนั้น ก็ตกใจกลัวว่ากระบอกไม้วิเศษจะย่อยยับไปเสียก่อนที่จะได้รับผลใด ๆ จึงรีบปลาดเข้ามาห้ามโดยรวดเร็ว

       " หยุด ! หยุดเดี๋ยวนี้ยาย แกเอากระบอกไม้ฟาดกับเสา ทำไม เดี๋ยวป่นหมด "

       " แกจะเอาไว้ทำพระแสงด้ามยาวอะไรวะ อ้ายเฒ่า? " ยายเมียร้องตอบ " กระบอกบ้า ๆ นี่มิใช่ของวิเศษวิโสอะไรหรอก มันเป็นที่ซุกซ่อนของ ไอ้ปากบอนคนด่าข้าเมื่อกี้ต่างหาก "

       " แกรู้ได้ยังไง อีเฒ่า ! "

       " ก็ข้าได้ยินเสียงมันออกมาจากในนี้น่ะซิ "

       " อีแก่เอ้ย ! ทำไมแกถึงไม่มีหัวคิด ไม้กระบอกเล็กแค่นี้ แต่ตัวคนออกใหญ่เบ้อเร่อมันจะเข้าไปอยู่ในนั้นได้อย่างไรวะ ? " เมื่อถูกผัวว่ารุนแรงเช่นนั้น ยายเมียิ่งโมโหจัด ตะโกนสุดเสียง

       " ชะ ช้า ! อ้ายเฒ่า แกว่าข้าถึงขนาดนี้ได้ ตายเสียเถอะ ! " ว่าแล้วก็เงื้อกระบอกไม้ไผ่ในมือฟาดโครมไปตรงแสกหน้าตาผัวเต็มเหนี่ยว เคราะห์ดีที่ตาผัว คอยระวังไว้ก่อนแล้ว จึงยกมือรับไว้ได้ทันและพร้อมกันนั้นแกก็คว้ากระบอกไม้ดึงมายึดไว้เป็น กรรมสิทธิ์ ยายเมียเห็นเสียทีรีบถลาพรวดเข้าไปยื้อแย่งในฉับพลัน พอดีแม่คว้าปลายกระบอก ไม้ไว้ได้ เร่งดึงเป็นการใหญ่

       " ปล่อยนะ อ้ายแก่ ปล่อยกระบอกไม้เดี๋ยวนี้ ข้าจะเอามัน ฟาดกับเสา เข่นไอ้ปากบอนนั่นให้แหลกสมกับที่มันด่าข้า "

       " ถึงงั้นก็ไม่ได้ กระบอกนี้ผู้วิเศษให้มาเก็บไว้บูชา มันจะ ได้ให้สิ่งที่ต้องการในวันข้างหน้า แกจะทำลายมันไม่ได้เป็นอันขาด "

       ยายแก่เดือดดาลจนตัวสั่นรัวไปหมด แกพยายามรวบรวม พลังทั้งหมดที่มีอยู่ยื้อแย่งดึงต่อไปอย่างที่สุด แม้ตาผัวจะรั้งไว้มั่นสักปานใดก็ไม่ไหว ในที่สุด ไม้กระบอกนั้นก็มีอันลื่นหลุดกลับมาอยู่ในเงื้อมมือของยายแก่จนได้ และ...ในฉับพลันทันทีนั้น ยายเมียก็ขยับจะเหวี่ยงไม้กระบอกเข้าใส่ตาผัวโดยไม่รั้งรอ แต่...พอแกเงื้อขึ้นได้เท่านั้น ไม้กระ บอกนั้นก็ทำทีเหมือนมีชีวิตวิญญาณ มันโจนพรวดจากมือลงมาเอาปลายทึ้งผ้านุ่งแกหลุดลุ่ย ออกจากร่างทันทีทันใด...

       " ว๊าย ! อ้ายระยำทำข้าได้ "

       ยายแก่ตกใจแทบสิ้นสติ รีบทิ้งตัวลงนั่งราบกับพื้น และควาผ้านุ่งมาห่อร่างอย่างว่องไว ครั้นลุกขึ้นได้ ทีนี้ก็ตรงรี่เข้าหาตาผัว

       " แกนี่เองเป็นคนที่เอาอ้ายกระบอกบ้า ๆนี่มา ข้าต้อง จัดการกับแกเสียก่อนถึงจะถูก " ฉับพลันแม่ก็ซัดมือเพี๊ยะเข้าที่กกหูตาผัวอย่างสุดแรงเกิด แม้ตาผัวจะเซแซ่ด ๆไปติดข้างฝาแล้ว แม่ก็ยังตามติดไปฟาดที่เป้าหมายเก่าให้อีกหลายที ด้วยอาการว่องไวราวกับงูฉก

       " โอ้ย ! พอที แม่คุณ พอที ! " ตาผัวร้องโอดโอยด้วย ความเจ็บปวด พยายามปิดป้องเป็นพัลวันแล้วก็พยายามถอยหนีไปโดยรีบด่วน แต่ก็อีกนั่น แหละ...ยิ่งถอย ยายเมียก็ยิ่งลุกไล่ตามซ้ำอย่างไม่ยอมให้ห่างได้ราวกับจะฟาดผัวให้ดับดิ้นสิ้น ใจไปคามือโดยแท้...ตาผัวถอยหนีต่อไปจนหลังของแกไปชนกับฝากระท่อมเข้าให้ปังใหญ่ แล้ว กระดอนเซถลาล้มกลิ้งไปกับภาคพื้นทันทีทันใด


ฝ่ายยายเมียเห็นเช่นนั้น ก็รีบหันมาคว้าไม้กระบอกพุ่งเข้า ใส่อย่างเร็วรี่ โดยมิได้ทันเล็งเป้าหมายให้ดีก่อนแต่อย่างใด ดังนั้น...ไม้กระบอกจึงเลยไปโครม ที่ฝากระท่อมและก่อนที่ยายแก่จะทันได้ระวังตัว มันเด้งผึงกลับมาจังแสกหน้าของแกพอดิบพอดี ...ยายแก่ร้องลั่น พร้อมกับปล่อยร่างให้หงายตึง ลงสิ้นสติสตัง ณ พี้นกระท่อม ตรงแสกหน้าแก แตกเลือดสด ๆ พุ่งฉูดออกมาโดยบัดดล !!

       ตาผัวได้ยินเสียงเมียร้อง ก็แข็งใจยกศรีษะขึ้นดู พอเห็นเมีย ร่างหงายลงแผ่สองสะสลึงอย่างหมดท่าเช่นนั้น ก็ตกใจรีบยันกายลุกขึ้นอย่างว่องไว แล้วความ เวทนาสงสารก็ประเดประดังขึ้นมาจนสามารถทำให้แกลืมความโหดร้ายของเมียไปได้อย่างรวด เร็ว เกินความคาดหมาย ถึงจะร้ายแค่ไหนก็ยังเป็นเมีย แกปราดเข้ามายังร่างของยายเมีย และ เหลือบไปเห็นแสกหน้า เลือดไหลปรี่เป็นทางยาวยิ่งใจหาย แกครางออกมาด้วยเสียงสั่นเครือว่า

       " โธ่ ! ยายเฒ่าของข้า " พลางดึงชายผ้าขาวม้าซึ่งคาดอยู่ ที่เอวแกมาเช็ดเลือดให้เป็นการด่วน แล้วเฝ้านวดเฟ้น จนยายเมียฟื้นคืนมา...

       ฝ่ายยายเฒ่าพอได้สติ ก็ให้แค้นใจเป็นกำลัง แกร้องไห้โฮ ใหญ่ " โธ่ ! เป็นเพราะแกแท้ ๆทีเดียว อ้ายเฒ่า ข้าถึงต้องได้เจ็บตัวเช่นนี้ ฮื่อ ฮื่อ เจ็บใจข้านัก " แม้จะถูกกล่าวหาและพาลกระแชงเอาเช่นนั้น ตาผัวก็พยายามเอาดีเข้าว่า และทั้งที่แกไม่ได้ เป็นตนทำให้หน้าแม่แตกสักหน่อย แกก็ยังยอมสารภาพผิดและเฝ้าปลอบเอาใจเป็นวรรคเป็นเวร

       " เงียบเสียเถอะ ยายเอ๋ย ! ข้ายอมทุกอย่าง แกจะลงโทษ ฆ่าแกงประการใดก็สุดแต่แกเถิด ขอเพียงหยุดร้องไห้เสียทีเท่านั้น "

       " กราบเท้าข้าเสียสามทีก่อน อ้ายเฒ่า " ยายแก่บงการ ออกมาอย่างเฉียบขาด

       เมื่อได้ยินดังนั้น ตาผัวผู้น่าสงสารแทบหมดกะจิตกะใจที่จะ มีชีวิตอยู่ดูโลกต่อไป แกครางออกมาได้คำเดียวว่า " โธ่..."

       " ไม่ต้องโธ่แธ่อะไรให้เสียเวลา อ้ายเฒ่า? " ยายเมียตวาดลั่น พร้อมกับผลุนผลันขึ้นยืนท้าวสะเอวอย่างรวดเร็ว " รีบทำตามที่สั่งโดยเร็วที่สุด อย่าอืดอาดชักช้า ให้ข้ามีน้ำโห ได้ยินไหม ??"

       เท่านั้นเอง...ตาผัวก็กลัวลนลาน รีบคลานออกไปกราบเท้า ยายเมียตามคำสั่ง !

       ครั้นแล้ว...ยายแก่ก็ชี้มือไปที่ไม้กระบอก ซึ่งกลิ้งอยู่ข้าง ๆ พลางบงการต่อไปว่า " นั่น...ไม้กระบอกเวรนั่น มันร้ายกาจนัก ไป๊...รีบเอาไปเผาไฟให้มันวอด วายเสียเดี๋ยวนี้ โน่นกองไฟที่หน้ากระท่อมโน่นยังไม่ดับ ไป ! เร็วเข้า ประเดี๋ยวมันจะลุกขึ้น มาเล่นงานข้าอีก "

       ตาผัวรู้สึกเสียดายไม้กระบอกนั้นเป็นกำลัง เพราะแกยังเชื่อ ว่ามันเป็นของวิเศษอยู่ แต่ก็ไม่อาจจะขัดขืนยายเมียได้ จึงต้องจำใจลุกขึ้นจัดแจงนำมันไปเผาไฟ ตามคำสั่งโดยไว แต่...ครั้นแกก้าวออกจากประตูกระท่อม มาถึงที่หมาย และพอขยับจะโยน กระบอกไม้เข้ากองไฟเท่านั้นเสียงกระหึ่มครางของท้องฟ้า เบื้องบนก็ก้องกังวานขึ้น พร้อมกับ แสงอสุนีบาตเปรี้ยงฟาดลงมา อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม้กระบอกอันนั้นแตกออกเป็นสองซีกใน บัดดล และ...

       ยิ่งไปกว่านั้น...ยังมีร่างชายหนุ่มผู้หนึ่ง เผ่นผลุงออกมายืน จังก้าอยู่เบื้องหน้าแกพร้อม ๆกัน


ชายหาปลาตกตะลึงจังงังตาเหลือกอ้าปากค้าง และปล่อย ไม้ไผ่ทั้งสองซีกร่วงลงสู่พื้นดินอย่างลืมตัว...ขณะเดียวกัน...ยายเมีย ซึ่งติดตามออกมายืนคอย จับจ้องมองดูการกระทำของผัวอยู่ที่หน้ากระท่อม เมื่อประสบเหตุการณ์อันแสนประหลาดอย่าง ไม่คาดฝัน และปัจจุบันทันด่วนเช่นนั้นก็ให้ตกใจกลัวสุดประมาณ แกยกมือทั้งสองขึ้นปิดหน้า พร้อมกับกรีดร้องออกมาแบบไม่เป็นภาษามนุษย์ แล...ในฉับพลัน ยายเฒ่าก็ปล่อยร่างให้หงาย ทิ้งตัวฟาดโครมลงกับพื้น และสิ้นสติสตังไปอีกวาระหนึ่งอย่างหมดท่าสิ้นทาง

       ส่วนตาผัวยืนตกตะลึงจังงังอยู่ ก็สะดุ้งโหยง และขยับจะ เผ่นหนีในทันใด...แต่...ฉับพลันนั้นเอง ชายหนุ่มจากกระบอกไม้ไผ่ก็ ส่งเสียงหัวเราะออกมา อย่างขบขัน พลางโบกมือห้ามและร้องว่า

       " ท่านเอ๋ย ไม่ต้องหนีไปไหน และไม่ต้องตกใจ อันตัว เรานี้มิใช่ภูตผีปีศาจ เราเป็นคน "

       " เอ็งเป็นคน ? " ชายหาปลาทวนถามออกมาด้วยเสียง สั่นเครือเต็มที

       " ใช่ " ชายหนุ่มตอบอย่างทันควัน " เราเป็นคน " ชาย หาปลาพยายามปลุกปลอบใจให้เข้มแข็ง พร้อมกับยกมือขึ้นขยี้ตา แล้วเพ่งมองร่างชายหนุ่ม อีกครั้งหนึ่งอย่างพินิจพิจารณา ชั่วครู่จึงว่า " เอ็ง เป็นคนชนิดไหนวะ บอกข้าหน่อยได้ไหม?"

       " ก็คนชนิดกินข้าวเป็นอย่างเดียวกับท่านนะซี จะชนิด ไหนอีกเล่า ? " เจ้าหนุ่มประหลาด ตอบกลั่วเสียงหัวเราะออกมาอย่างยียวนกวนโมโหทันที แต่...ชายหาปลายังทำใจดี ซักต่อไปว่า

       " ถ้าเอ็งเป็นคน เอ็งก็ต้องมีชื่อน่ะสิไหนบอกข้าหน่อยว่า เอ็งชื่ออะไร ? "

       " ข้านะหรือ ? " เจ้าหนุ่มจอมยียวนยกมือข้างหนึ่งเท้า สะเอว ยืดไหล่เชิดหน้าวางท่าสง่าผึ่งผายยิ่งกว่าเมื่อครู่ แล้วยกมืออีกข้างหนึ่งขึ้นชี้กลางอกตัว เอง พลางพูดต่อไป " อันตัวเรานี้หรือชื่อว่า " ธนญชัย "

       " ธนญชัย ? " เออ...แล้วทำไมเอ็งถึงเข้าไปอยู่ในกระบอก ได้วะ ? " ชายหาปลาถามต่อไป

       ธนญชัยทำท่าอิดออดอยู่ครู่หนึ่ง ครั้นแล้วจึงเล่าว่า " ข้า เป็นศิษย์อาจารย์ผู้วิเศษ ที่ให้ไม้กระบอกท่านมานั่นแหละ ข้าอยู่เรียนวิชาความรู้กับท่านมาตั้ง แต่เล็กจนโตและมาระยะหลังนี้ ข้าชอบแอบหนีท่านไปเที่ยวทดลองปัญญากับใครต่อใครจนเขา เสียรู้ และแล้วมาฟ้องอาจารย์อยู่เสมอ จนหนักเข้าอาจารย์ชักรำคาญ จึงจับข้ายัดใส่ไว้ในไม้ กระบอกนี้ "

       " โถ ! น่าสงสาร " ชายหาปลาคางออกมา " แล้วพ่อแม่ เอ็งอยู่ไหนวะ ? "

       " พ่อแม่ข้าเป็นใคร อยู่ที่ไหนข้าไม่เคยรู้จัก " ธนญชัยตอบ " เห็นอาจารย์ท่านบอกว่าตายตั้งแต่ข้ายังแบเบาะ ท่านเวทนาจึงเก็บมาเลี้ยงไว้ "

       " เอาละ ต่อแต่นี้เอ็งอยู่กับข้าที่นี่แล้วกัน ข้าแก่เล้วไม่มี ลูกมีเต้าด้วย จะได้ฝากผีฝากไข้กับเอ็งบ้าง " ชายหาปลากล่าวในที่สุด ด้วยความสงสารเจ้าหนุ่ม ประหลาดขึ้นมาอย่างจับใจ แต่...

       " ขอบใจจ๊ะ ที่กรุณาข้า " ธนญชัยส่ายหน้าปฏิเสธ " แต่ข้า เสียใจที่อยู่กับท่านไม่ได้ เพราะข้าชอบเที่ยวไปเรื่อย ๆ ปัจจุบันนี้คนชั่วที่เห็นแก่ตัวโลภโมโทสัน ก่อความเดือดร้อนให้คนอื่นยังมีอีกมากมาย ข้าเคยปฏิญากับอาจารย์ไว้แล้วว่า ข้าจะใช้สติปัญญา ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากอาจารย์ จัดการกับคนพวกนี้ เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของผูที่สุจริต ให้ได้ ยังไงก็ขอให้ข้าทำตามปฏิญาไว้เสียก่อนเถอะ แล้วข้าจะกลับมาช่วยให้ท่านมีความสุขบ้าง ยังไงล่ะ ? "

       " งั้นก็แล้วแต่เอ็งเถอะ " ชายหาปลาพยักหน้าคล้อยตาม ด้วย ไม่ทราบจะคัดค้านประการใด " แต่ยังไงอย่าลืมข้าเสียก็แล้วกัน "

       " ไม่ลืมหรอก ข้ารับรอง " ธนญชัยยืนยันด้วยเสียงแจ่มใส พลางยกมือไหว้ " ข้าลาละ ช่วยบอกยายด้วยว่า อีกไม่ช้าข้าจะกลับมาช่วยให้มีความสุข "

       พูดจบ ธนญชัยก็เดินจากไป ปล่อยให้ชายหา ปลาผู้น่าสงสารมองตามด้วยความอาลัยจนลับสายตา....ไปในที่สุด....