
ตอนที่ 3...พ่อลูกเขย..
ธนญชัยนั้น เมื่อขายนกเป็ดน้ำแล้ว ก็เดินทอดน่องชม
นกชมไม้เรื่อยมาตามป่าละเมาะ เขาเดินพลางหยุดล้วงชายพกเอาเงินหกตำลึง ที่ได้มาจาก
ขายเป็ดมานับ แล้วหัวเราะกับตัวเองอย่างครึ้มอกครึ้มใจ
" คนเรานี่ลงได้โง่แล้ว มันช่างดักดานจริง ๆ " เขาพูด
กับตนเอง " สิ่งที่ไม่น่าเชื่อ ก็เชื่อได้โดยไม่ต้องคิด เออ ! ต่อไปเราจะได้เจอคนโง่อย่างคนที่
ซื้อเป็ดเราอีกไหมน่ะ " เวลาผ่านไปเป็นครู่ เขาก็มาถึงทางเล็ก ๆ ที่จะเข้าหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
ทันทีนั้นเขาต้องหยุดชะงัก เมื่อเสียงร้องให้สะอึกสะอื้นของหญิงคนหนึ่งแว่วมา เขามองซ้าย
มองขวาหาเจ้าของเสียงอยู่ครู่หนึ่ง ก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวคนหนึ่ง ยืนซบหน้าร้องให้อยู่
ข้างต้นไม้เบื้องหน้า เขารีบเดินเข้าไปหาโดยไม่รอช้า
" นี่น้องสาว " เขาร้องถาม " เป็นอะไรไปถึงได้มาร้อง
ห่มร้องไห้อยู่อย่างนี้ ? "
เมื่อได้ยินเสียงร้องถาม หญิงสาวผู้นั้นก็ค่อย ๆหัน
หน้าที่อาบน้ำตามามอง ครั้นเห็นพ่อหนุ่มแปลกหน้า ก็ขยับจะถอยหนีด้วยความหวาดหวั่น
ธนญชัยหัวเราะเบา ๆ พลางสืบเท้าเข้าไปใกล้ " ไม่ต้อง
กลัวข้าหรอกน้องสาว ข้ามิใช่ผู้ร้ายมหาโจรหรือยักษ์มารที่ไหน ข้าเห็นเจ้าร้องไห้ก็สงสาร
จึงมาถามดู เออมีอะไรจะให้ข้าช่วยหรือปล่าวล่ะ ? "
หญิงสาวยกมือปาดน้ำตา จ้องมองหน้าธนญชัยอยู่ครู่
ใหญ่ แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงเครือว่า " ถึงมีท่านก็ช่วยข้าไม่ได้หรอก "
" อย่าเพิ่งด่วนสิ้นหวังยังงั้นสิ " ธนญชัยยกมือแตะเรือน
ผมของหญิงสาวเบา ๆ แสดงความปราณีสงสารอย่างสุดซึ้ง " เจ้ายังไม่บอกข้าเลยว่า เจ้า
มีทุกข์เรื่องอะไร ? "
" แต่ทุกข์ของข้าหนักจริง ๆ ไม่มีใครจะช่วยข้าได้หรอก"
หญิงสาวพูดพลางยกมือขึ้นปิดหน้าร้องไห้
" ขอเสียเถอะ น้องสาว " ธนญชัยปลอบต่อไป " อย่า
ร้องไห้เลย หน้าสวย ๆจะหมองเสียปล่าว บอกข้ามาเถอะ ข้ารับรองว่าถึงยังไงจะพยายาม
ช่วยเจ้าให้ได้ เจ้าไม่ต้องกลัว "
เมื่อได้รับคำปลอบโยนอย่างอ่อนหวานเช่นนั้น หญิงสาว
ก็ใจชื้นขึ้น หล่อนยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา แล้วหันมามองธนญชัย พลางกล่าวขึ้นด้วยเสียงตะกุก
ตะกักว่า " ข้า...ข้า...ข้ากำลังพบกับความลำบากอย่างหนัก จะต้องไปเป็นทาสในเรือนเบี้ย
ของคนรวยในเมือง ข้าอยากตาย อยากตายดีกว่าจะไปเป็นทาสเขายังงั้น "
" ทำไม เจ้าถึงได้ตกที่นั่งลำบากอย่างนั้นเล่า ? " ธนญ
ชัยรีบรุกต่อไปโดยไม่รอช้า
" แม่ข้าไปกู้เงินเขามา " หญิงสาวตอบพร้อมสะอื้นไห้จน
ฟังแทบไม่ได้ศัพท์ " โดยสัญญาเขาว่าจะนำเงินไปใช้คืนภายใน ๒ เดือน และเมื่อครบกำหนด
แม่ก็ขายไร่นาไปใช้เขาแล้ว แต่เขากลับมาทวงแม่อีก หาว่าแม่ยังไม่ได้ใช้ให้เขา แล้วก็หากแม่
ไม่สามารถจะหาเงินไปให้เขาภายในสามวัน เขาจะมาเอาตัวข้าไปเป็นทาสทำงานใช้จนกว่า
แม่จะหาเงินไปให้เขาได้...โธ่ ! เวรกรรมอะไรของข้าก็ไม่รู้ " พูดจบหล่อนก็ปล่อยเสียงโฮออก
มาเป็นการใหญ่
ธนญชัยเมื่อได้ฟังดังนั้น ก็ถามต่อไปอีก " แม่เจ้ากู้เงินมา
เท่าไหร่ ? "
" มากทีเดียวละท่าน ตั้ง ๔ ตำลึงแน่ "
" สี่ตำลึง ? " ธนญชัย " เท่านั้นเองนะรึ ? ไม่เป็นไร เจ้า
เลิกเป็นทุกข์เป็นร้อนได้แล้ว เดี๋ยวข้าจะจัดการให้ "
" หมายความว่า...? " หญิงสาวหันมามองธนญชัยอย่าง
งง ๆ
ธนญชัยล้วงเงินที่ชายพกมาใส่มือให้ ๔ อัน " นี่นะ เงินสี่
ตำลึงสำหรับใช้หนี้เขา " เขาบอกพร้อมกับหยิบส่งให้อีกสองอัน " และนี่อีก ๒ ตำลึง เจ้าเก็บ
ไว้ซื้ออาหารมาให้แม่ "
เมื่อได้เงินโดยไม่คาดฝันเช่นนั้น หญิงสาวยิ่งงงงันเป็นที่
สุด " ท่านให้เงินข้าเพื่ออะไร ? " หล่อนถาม
" เพื่อช่วยให้เจ้าไม่ต้องเป็นทาสเขานะซี " ธนญชัยตอบ
พร้อมกับบีบไหล่หล่อนเบา ๆ " เจ้าอย่าคิดอะไร ข้าสงสารและต้องการช่วยเจ้าด้วยความ
จริงใจ ไปเถอะ เช็ดน้ำตาเสียให้แห้ง รีบกลับไปบ้านเจ้า และจัดการใช้หนี้เขาเสียให้เรียบ
ร้อย ข้าลาละ "
พูดจบ ธนญชัยก็ผละจากหญิงสาวผู้น่าสงสารเดินออกจากที่นั่นไป ปล่อยให้
หล่อนมองตามเขาอย่างงุนงง.......
ธนญชัยเดินต่อมาเป็นครู่ใหญ่ ท่ามกลางแสงแดดที่แผด
กล้าขึ้นทุกที จนใบหน้าเขาชุ่มโชกด้วยเหงื่อ และรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเป็นกำลัง พอดีเหลือบไป
เห็นต้นไม้ใหญ่ ต้นหนึ่งยืนตะหง่านอยู่ข้างทาง จึงแวะเข้าไปหมายนะนั่งพักให้หายร้อนสักครู่
แล้วค่อยเดินทางต่อไป...
แต่โดยไม่คาดฝัน ทันทีที่เท้าของเขาก้าวเข้าไปภายใต้กิ่ง
ไม้อันร่มรื่นนั้น เขาต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อเหลือบไปเห็นร่างของหญิงผู้หนึ่งห้อย
โตงเตงลงมาจากกิ่งไม้ในลักษณะคนผูกคอตาย
ธนญชัยพยายามรวบรวมสติข่มความหวาดกลัวอยู่เป็นครู่
แล้วจัดแจงปีนขึ้นไปบนต้นไม้ ปลดเชือกที่คาคบหย่อนร่างผู้หญิงผู้นั้นลงมาจนถึงพื้นดิน แล้ว
โจนลงมาแก้เชือกตรงที่รัดคอหล่อนออก จับไหล่หล่อนเขย่าเบา ๆ ด้วยหวังว่า หล่อนคงจะยัง
มีชีวิตอยู่ " นี่...น้องสาว...น้องสาว " เขาร้องเรียกแต่...
หญิงผู้นั้นแน่นิ่งไม่ไหวติง มิหนำซ้ำยังปล่อยลิ้นห้อยออก
มาจุกปาก ตาเหลือกถลน เล่นเอาธนญชัยขยาดหวาดกลัว เขาผุดลุกขึ้น มองซ้ายมองขวา
ขยับจะวิ่งหนีแต่แล้วก็ชงัก เมื่อได้ยินเสียงร้องขายผ้าแว่วมาแต่ไกล
" ผ้าจ้า ผ้าผ้าสวย ๆ แม่เอ้ย "
ธนญชัยมองไปที่คลองตรงหน้า เห็นเรือประทุนลำหนึ่งมุ่ง
หน้าจะผ่านมาตรงที่เขายืนอยู่ ทันใดนั้น สมองอันว่องไวของเขาคิดอุบายขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง
เขาดีดมือเปาะและยิ้มออกมาได้ " เอาละ เราจะต้องเล่นกลกับเจ้าของเรือผ้านี่สักอย่าง " และแล้ว
โดยว่องไว เขาหันมาอุ้มศพหญิงผู้นั้นยืนขึ้น หันหน้าศพเข้าพิงต้นไม้ไว้ คว้าเชือกเส้นเดิมมัด
มือหล่อนทั้งสองข้างเหวี่ยงขึ้นไปเกี่ยวกับกิ่งไม้ แล้วรั้งขึ้นไปพอตึง และวิ่งไปหักกิ่งไม้ขนาดไม้
เรียวอันหนึ่งมาเตรียมไว้
พอเรือผ้าใกล้เข้ามา ธนญชัยแสนกลก็เริ่มแผนการเงื้อไม้เรียว
ขึ้นหวดหลังศพเป็นการใหญ่
" นี่ ! นี่ ! ข้าสอนแล้วไม่จำ เป็นสาวเป็นแส้เอาแต่เที่ยวไม่รู้
จักเวล่ำเวลา มันจะใช้ได้ที่ไหน นี่ ! ตายซะอย่าอยู่เลย นี่แน่ นี่แน่ "
เขากระหน่ำไม้เรียว ลงที่ร่างอันปราศจากวิญญาณของหญิง
ผู้นั้นอย่างหนักหน่วง พร้อมกับส่งเสียงตะโกนก้องตลอดเวลา กระทั่ง...เรือขายผ้าลำนั้นผ่านมา
ถึง เจ้าของเรือเป็นชายแก่หน้าซื่อ และทันทีที่แกมองขึ้นมาจากคลอง เห็นธนญชัยกำลังเฆี่ยน
ตีผู้หญิงอยู่เช่นนั้นก็นึกสงสาร จึงจอดเรือแล้วโดดขึ้นฝั่ง เข้าห้ามธนญชัย
" เดี๋ยวก่อน พ่อคุณ "
ธนญชัยหันขวับมาทางพ่อค้าผู้เข้ามาขวาง พร้อมกับตวาด
ขึ้นอย่างโมโหว่า " เรื่องอะไรของเอ็งวะ ? "
" มิใช่เรื่องอะไรของข้าหรอก " พ่อค้าส่ายหน้า " แต่ข้าเห็น
เอ็งตีแม่หนูนี่หนักมือก็อดเวทนาไม่ได้ "
" ทำไม น้องสาวข้า มันริอ่านเที่ยว ไม่ยอมอยู่บ้าน "
ธนญชัยย้อนเสียงขุ่น " ข้าลงโทษมัน คนอื่นจะต้องเกี่ยวด้วยเรอะ " ว่าพลางธนญชัยก็ผลักพ่อ
ค้าผ้าออกห่าง แล้วหวดไม้เรียวต่อไป ปล่อยให้พ่อค้ามองตามด้วยความเวทนาเต็มทน จนในที่สุด
อดรนทนไม่ได้ จึงยกมือสะกิดไหล่ธนญชัย
" นี่พ่อคุณ ยังไง ๆ ก็อย่าได้ถึงขนาดนี้เลยสงสารแกบ้างเถอะ
เนื้อหนังขาว ๆ นิ่ม ๆ ยังงี้จะแตกยับเสียหมด "
ธนญชัยหันขวับมามองพ่อค้าด้วยตาขุ่นเขียว " สงสารมันไม่
ได้หรอก ต้องเฆี่ยนให้มันเข็ดหลาบ ไม่งั้นจะได้ใจเที่ยวจัดกว่านี้ใครจะเลี้ยงมันไหว "
" โธ่ พ่อคุณนึกว่าขอข้าเถอะ " พ่อค้าออด
" ขอแขอะไร ข้าไม่เข้าใจ ไป ! ไปให้พ้นนะ " ธนญชัยตะคอก
พลางลงมือหวดไม้เรียวที่ศพต่อไปอย่างหนัก
ฝ่ายพ่อค้ายิ่งดูยิ่งทนไม่ไหว จึงเข้าไปแย่งไม้เรียวจากธนญชัย
" หยุดเถอะ พ่อคุณ ข้าทนดูไม่ได้แล้ว "
ธนญชัยมองพ่อค้าตาเขียวอย่างกะจะกินเลือดกินเนื้อ " นี่เอ็ง
จะเอายังไงวะ อ้ายจอมยุ่ง "
พอค้าพยายามทำใจดีสู้เสือ " ไม่เอายังไงหรอก เออ ! เอา
อย่างงี้ดีไหมละ ถ้าเอ็งเลี้ยงไม่ไหว ข้าจะรับไปเลี้ยงเอง "
ธนญชัยแค่นหัวเราะ จ้องหน้าพ่อค้าอย่างงง ๆ " เอ็งจะบ้า
ไปแล้วรึ ? "
พ่อค้าส่ายหน้า " ข้าสงสารมัน และที่บ้านข้าก็ไม่มีใครด้วย
ยังไงถ้าเอ็งเลี้ยงไม่ไหว ก็ยกให้ข้าไปเลี้ยงเป็นลูกเป็นเมียเถอะ ว่าไงตกลงไหมละ ? "
" เอ็งพูดยังกะว่าน้องสาวข้าเป็นขนม จะขอไปกินง่าย ๆ
ยังงั้นแหละ "
" หมายความว่าเอ็งจะคิดสินสอดละซี ก็ได้ เอ็งจะคิดสัก
เท่าไหร่วะ ? "
ธนญชัยทำเป็นนิ่งคิดอยู่ครู่ แล้วหันมาถาม " เอ็งจะให้
เท่าไหร่ ? "
พ่อค้าเมื่อเห็นสมคะเนดังนั้น ก็ยิ้มแป้น " เอายังงี้ก็แล้วกัน
ข้ายกเรือขายผ้าให้เอ็ง เป็นค่าสินสอดพอไหม ? "
ธนญชัยทำเป็นอิดออดอยู่ครู่หนึ่ง จนพ่อค้าคะยั้นคะยอ
ขึ้นอีก " เถอะน่า พ่อมหาจำเริญ "
" มันจะสมน้ำสมเนื้อกันหรือ ? " ธนญชัยย้อนถาม " น้องสาว
ข้า ข้าเลี้ยงมาตั้งแต่เล็กจนโตเป็นสาวเต็มตัวขนาดนี้ หมดข้าวไปหลายยุ้ง ส่วนเรือเอ็งมีผ้ากี่อัฐ
เชียว ? "
" งั้นข้าแถมเงินให้เอ็งอีก ๑๐ ตำลึงก็แล้วกัน " พ่อค้าเพิ่ม
ราคาให้อีกด้วย หวังจะได้สาวคนสวยไปเป็นเมียให้ได้ " น่ายกให้ข้าเถอะน่า ข้าเกิดมาจนป่านนี้
ยังไม่เคยมีลูกมีเมียกับเขาเลย นึกว่าสงสารคนแก่อย่างข้าเถอะ พ่อมหาจำเริญ ข้ารับรองว่าจะ
รักและเลี้ยงดูน้องเอ็งให้มีความสุข ไม่ทิ้งไม่ขว้างเด็จขาด "
ธนญชัยยังอิดเอื้อนอยู่อีก เขาหันมามองดูศพด้วยความเป็น
ห่วง แล้วหันมาทางพ่อค้า " ก็ได้ แต่เอ็งต้องสัญญานะว่าจะเลี้ยงน้องข้าให้ตลอดรอดฝั่ง มิใช่
พอได้ไปไม่ทันไรก็ทิ้ง "
" เออน่า เอ็งไม่ต้องห่วงหรอก " พ่อค้าตอบอย่างแข็งขัน
พลางล้วงเงินออกมาใส่มือให้ธนญชัย แล้วดึงแขนธนญชัยให้ไปลงเรือ " ไปเถอะ เดี๋ยวข้าจะจัด
การแก้มัดแม่หวานใจของข้าเอง แล้วพาไปอาบน้ำแต่งตัวที่บ้านเอง "
ธนญชัยเดินไปลงเรืออย่างว่าง่าย แต่ไม่วายหันมามองทาง
ศพแสดงอาการเป็นห่วงอีกครั้ง
พ่อค้าโบกมือให้ธนญชัยด้วยความตื่นเต้นดีใจ " โชคดีนะ
พี่ข้า มีหลานเมื่อไหร่จะพาไปเยี่ยม "
ครั้นแล้ว ก็หันมาทางศพที่แกเชื่อสนิทใจว่าเป็นน้องสาว
ของเจ้าหนุ่ม ที่ถูกเฆี่ยนตีอย่างทารุณ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหล่อนได้ตกมาเป็นสมบัติของ
แกโดยชอบธรรมแล้ว " ฮะ ฮะ ไม่นึกเลยว่าจะโชคดีได้เมียสาวอย่างนี้ " แกหัวเราะกับตัวเอง
พลางตรงเข้าลูบหลังศพ พร้อมกับรำพันขึ้นอย่างสงสาร " โถ ! แม่คุณทูนหัวของพี่ น่าสงสาร
จริง คงเจ็บมากซีนะ เดี๋ยวเถอะพี่จะใส่ยาและบีบนวดให้ แกเข้าโอบหลังด้วยความกระหยิ่มยิ้ม
ย่อง แล้วขยับเอื้อมมือไปแก้เชือกที่มือศพ
" พี่จะแก้เชือกให้ แล้วไปบ้านกับพี่นะทูนหัว " พ่อค้าพูด
พลางแก้เชือก ด้วยความครึ้มอกครึ้มใจแต่พอเชือกหลุด ศพของหญิงสาวก็ทรุดฮวบลงทันที
มือกางเท้ากาง ลิ้นห้อยออกมาจุกปากตาเหลือกถลน พ่อค้ารีบปราดเข้าไปประคองพร้อมกับ
จับร่างเขย่า " เป็นอะไรไป น้องพี่ เป็นอะไรไปรึเปล่า ? "
แกละล่ำละลักถาม และจับหน้าศพหันมา ทันใดนั้น...แก
ต้องร้องลั่นออกมาแทบไม่เป็นภาษามนุษย์ รีบทิ้งศพลงกับพื้นทันที
" หา ? นี่มัน..มันซี้เลี้ยวนี่หว่า ไอหยา...ผี...ผีหลอก "
โดยไม่รอช้า แกรีบเผ่นหนีอย่างไม่คิดชีวิต ปากร้องตะโกน
ไปตลอดทาง " ผี ผี ผีหลอก ! ช่วยด้วย ! ผีหลอก "
พอดีมาถึงคลอง แกก็โจนโครมลงไปในน้ำอย่างไม่รู้จะหลีกหนี
ไปไหนได้...แกดำดิ่งลงไปจนถึงพื้นดินใต้น้ำแล้ว โผล่ขึ้นมา แต่เจ้ากรรมบังเอิญโผล่มาตรงที่แก
โดดลงไปเมื่อกี้ และเมื่อคลานขึ้นมาเห็นศพยังนอนตาเหลือกถลนอยู่เช่นนั้น แกร้องลั่นขึ้นอีกวาระ
หนึ่ง " ไอ้ย่า...มันเอาข้าแน่ ช่วยด้วย ? ช่วยด้วยเจ้าข้า "
และแล้ว...โดยไม่ยอมเสียเวลาแต่น้อย แกรีบใส่
ตีนหมาเผ่นเข้าป่าละเมาะตรงหน้าไปอย่างไม่คิดชีวิต...
|