มันจะเป็นคราวบังเอิญอย่างไร ก็สุดจะเดาธนญชัย
กับเจ้าหญิงเดินทางมาระหว่างทางในป่าได้สักครู่ใหญ่ก็พอดีมาพบชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลัง
ยืนร้องไห้อยู่ข้างต้นไม้ต้นหนึ่ง และทันทีที่ชายผู้นั้นหันมาเห็นเขากับเจ้าหญิงเข้า ก็วิ่งรี่เข้ามา
หา พร้อมกับละล่ำละลักบอกเขาด้วยเสียงอันสั่นเครือน่าสงสารเป็นที่สุดว่า
" ได้โปรดเถอะท่าน โปรดเวทนาช่วยชีวิตข้าไว้เอาบุญสักครั้ง
เถอะ ข้ากำลังเคราะห์ร้ายอย่างที่สุด ไปขอความช่วยเหลือจากผู้ใดก็ไม่สำเร็จ ขณะที่พบท่านนี้ก็
ใกล้จะหมดเวลาแล้ว ขอท่านอย่าได้ใจดำอำมหิตเหมือนคนอื่นเลย "
" เรื่องอะไรท่าน ? " ธนญชัยพยายามตั้งสติสลัดความงุนงงให้
ออกไปจากหัวสมองอย่างเต็มที่ " ข้ายังไม่ทราบเลยว่าท่านมีเรื่องเดือดร้อนประการใด "
" ข้าเอ้อ " ชายผู้เคราะห์ร้ายตอบเสียงตะกุกตะกัก " ข้ากำลัง
ถูกปีศาจร้ายตนหนึ่งเล่นงานจะฉีกเนื้อข้ากิน "
" ปีศาจที่ไหน ? ทำไมมันถึงจะกินท่านอย่างนั้นเล่า ช่วยเล่าให้
ข้าฟังหน่อยซิ เรื่องมันเป็นมาอย่างไร บางทีข้าอาจจะช่วยท่านได้ หากไม่เหลือบ่ากว่าแรง "
" ข้าเดินทางผ่านป่านี้มาก็ด้วยประสงค์ที่จะกลับบ้านกลับเมืองข้า
แต่มันเป็นคราวเคราะห์ของข้าแท้ ๆ ที่พอเดินเข้าป่ามาได้สักครู่ ก็พบปีศาจตนหนึ่งถูกขังอยู่ในถ้ำ
อดข้าวอดน้ำมาเป็นเวลาหลายวันแล้ว และเมื่อมันเห็นข้าเดินผ่านมาก็ ร้องขอวิงวอนให้ข้าช่วยเปิด
ประตูถ้ำให้ แรก ๆ ข้าก็ปฏิเสธด้วยคิดว่า เมื่อข้าปล่อยมันออกมา มันจะหักคอข้ากินเสียก็ได้ แต่
ครั้นเห็นมันสบถสาบานให้คำมั่นสัญญาว่า เมื่อมันได้เป็นอิสระแล้ว จะไม่รบกวนก่อความเดือดร้อน
ให้แก่ข้า แต่พอมันพ้นประตูถ้ำออกมาเท่านั้น มันก็ทิ้งคำสบถสาบาน กระโดดเข้ามาจับข้าไว้หมาย
จะหักคอกินเสีย ซึ่งข้าเองก็ได้แต่วิงวอนขอชีวิตไว้ แต่ไร้ผล มันตั้งท่าจะกินข้าอย่างเดียว และหลัง
จากข้าวิงวอนอยู่เป็นนาน มันจึงยอมผ่อนผันให้ข้าไปร้องเรียนสามสิ่งที่พบเห็นเป็นครั้งแรก ถ้าของ
สามสิ่งนั้น ตัดสินเป็นอย่างเดียวกันว่าให้มันกิน ข้าจะต้องกลับไปให้มันกินทันที ข้าก็ยอมปฏิบัติตาม
และออกเดินมาพบของสามสิ่งเป็นครั้งแรกแล้ว คือ ต้นไทร กบ และหมาป่า ซึ่งทั้งสามนี้แม้ว่าข้า
จะเล่าเรื่องราวและขอความเห็นใจจากมันสักเท่าใด มันก็ไม่ยอมเอาใจใส่ให้ความกรุณาแก่ข้า นอกจาก
ยืนเฉย โดดหนี แล้วก็วิ่งหนีไป ไม่ยอมรับรู้เรื่องราวใด ๆจากข้าทั้งสิ้น ข้าหมดหวังทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว
มีแต่จะต้องกลับไปให้มันกินเท่านั้น โธ่ ! ข้าเคราะห์ร้ายเหลือเกิน โปรดช่วยข้าด้วยเถิด "
ธนญชัยนิ่งฟังด้วยความเวทนาสงสาร พร้อมกับคิดอุบายอยู่เป็น
นาน ครั้นแล้ว จึงเอ่ยปากถามขึ้นอย่างที่ชายผู้นั้นไม่คาดฝันว่า " แหม ! เรื่องมันช่างสับสนจริง โปรด
เล่าให้ข้าฟังใหม่เถอะ ข้ายังไม่เข้าใจเลย "
" หมายความว่า ท่านไม่มีทางจะช่วยเหลือข้าได้ใช่ไหม? " ชาย
ผู้นั้นย้อนถามเสียงแหบพร่าคล้ายคนจะสิ้นใจ บังเกิดความเสียใจยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ " ก็เป็นอันว่าข้า
ต้องถูกอ้ายปีศาจหน้าดำหักคอฉีกเนื้อกินแน่ ๆ คราวนี้ โธ่ ! ท่านช่างใจดำเหลือเกิน "
" ไม่ใช่ท่านอย่าเพิ่งเข้าใจผิด " ธนญชัยปลอบ " ข้ายังไม่เข้าใจ
เรื่องราวของท่านต่างหาก ยังไงโปรดเล่าให้ข้าฟังอีกครั้งเถอะ "
ชายผู้นั้นจำต้องเล่าเรื่องทั้งหมดให้ธนญชัยฟังอีกครั้งหนึ่ง แต่แล้วธนญชัยก็ยังทำเป็นไม่เข้าใจอยู่นั่นเอง " แต่เอาเถอะ ข้าจะไปดูที่เกิดเหตุ บางทีข้าอาจจะพิจารณา
ช่วยท่านได้ " เขาบอกกับชายผู้เคราะห์ร้าย พลางหันมาทางเจ้าหญิง " เจ้าหญิงโปรดรอข้าอยู่ที่นี่
ก่อน ข้าจะไปกับชายคนนี้สักครู่แล้วจะกลับมา "
ครั้นแล้ว ชายผู้นั้นก็พาธนญชัยตรงไปยังที่เกิดเหตุโดยไม่รอช้า
และเมื่อมาถึงก็พบปีศาจหน้าดำ ตนนั้นนั่งรออยู่ด้วยความกระวนกระวาย พอมันเห็นชายผู้เคราะห์
ร้ายกลับมาก็ผุดลุกขึ้นแยกเขี้ยวก้าวเข้ามาด้วยความดีใจ
" แกหายไปไหนเสียนาน นึกว่าหนีไปเสียแล้ว ข้ากำลังจะตาม
หักคอแกอยู่ทีเดียว ข้าหิวเต็มแก่แล้วรู้ไหม ? " เสียงมันขู่คำรามออกมาอย่างน่ากลัว
" ขอเวลาให้ข้าสักหน่อยเถอะ นาย " ชายผู้เคราะห์ร้ายวิงวอน
ตัวสั่น
" จะมาขออะไรอีกเล่า ข้าให้แกตั้งนานแล้ว และไม่มีจะให้แกอีก
แล้วล่ะ " มันตวาด " เป็นไง แกไปพบของสามสิ่งที่แกพบครั้งแรกไม่ได้ผลใช่ไหม ? และแกก็พาชาย
นั้นมาทำไมหรือจะมาให้ข้ากินอีกคน ? "
" นายไม่รู้หรอกว่าของสามสิ่งที่ข้าพบครั้งแรกนั้นเป็นยังไง ? "
ชายผู้นั้นตอบเสียงสั่น
" ทำไม ก็มันตัดสินให้ข้ากินแกมิใช่หรือ ? "
" หามิได้ นาย ข้าไม่ได้รับแม้กระทั่งการเอาใจใส่รับฟังหรือว่า
การตัดสินใด ๆจากมันเลย มีแต่นิ่งเฉยและโดดวิ่งหนีเท่านั้น ดูมันนะไม่ยอมรับรู้เรื่องใด ๆเสียด้วยซ้ำ "
" แกพบใคร ? "
" ต้นไทร กบ และหมาป่า "
" ก็มันพูดไม่ได้ ฟังไม่รู้นี่ท่าน " ธนญชัยเสริมขึ้น " ท่านเองก็
ทราบดีมิใช่หรือว่า ของสามสิ่งที่ชายผู้นี้พบเป็นยังไง มันไม่มีทางที่จะฟังหรือตัดสินใด ๆ เลย ยัง
ไง ๆท่านควรจะให้ความเห็นใจแก่ชายผู้นี้บ้าง ความจริงข้าก็มิใช่ว่าจะมีหนทางช่วยเหลือชายผู้นี้
ประการใดดอก แต่อยากฟังเรื่องราวละเอียดว่ามันเป็นอย่างไร ? ถ้าเขาตกมาเป็นลาภปากของท่าน
ก็จะบอกให้เขายอมให้ท่านกินเสียเลยไม่ต้องมัวชักช้าเสียเวลาต่อไป ท่านเองก็หิวมิใช่หรือ ? "
" ใช่ ข้าหิวจนแสบใส้แสบพุงอยู่แล้ว " ปีศาจพยักหน้ารับคำ
พร้อมกับแลบลิ้นเลียปาก " ความจริงชายผู้นี้ ตกมาเป็นลาภปากของข้าจริง ๆ แกลองคิดดูก็ได้ ข้า
ถูกขังไว้ในถ้ำตั้งเจ็ดแปดวัน โดยชายผู้นี้หรอกข้ามา ข้าจำได้ดี เป็นการบังเอิญที่วันนี้มันเดินผ่านมา
ทางนี้ ข้าเลยหลอกให้มันปล่อยข้าเป็นอิสระ แล้วใครจะยอมให้มันหนีไปได้อย่างลอยนวลเล่า ศรัตรู
ที่ทำให้ข้าอดอยากหิวโหยและได้รับความทุกข์ทรมานมาเป็นเวลาถึงเจ็ดวัน ฉีกเนื้อกินเสียเลยไม่ดีหรือ
หรือแกเห็นเป็นยังไง ? " พูดพลางมันก็เริ่มเล่าเรื่องราวให้ธนญชัยฟังอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้ง
หนึ่ง และเสริมท้ายว่า " การที่ข้ายอมให้โอกาสมันไปหาของสามสื่งที่พบครั้งแรกเพื่อให้ตัดสินว่า
สมควรจะให้ข้ากินหรือไม่นั้น ข้าอยากจะลองดีกับมันต่างหาก มันจะรักษาคำสัตย์ไม่หนีข้าสมกับ
ที่มันรับรองไว้หรือเปล่า ซึ่งหากมันหนีก็มีหวังข้าจะต้องตามไปหักคอลูกเมียมัน ในวันนี้เสียทีเดียว
ส่วนตัวมันจะจับไปหย่อนลงในหม้อต้มเสียให้เปื่อยยุ่ย แล้วจึงค่อยฉีกเนื้อมันกินให้สาสมกับที่มันทำ
กับข้าไว้อย่างสาหัส แต่นี่ดีว่ากลับมาข้าจะได้เว้นชีวิตลูกเมียมันไว้ก่อน วันต่อไปจึงจะจัดการ แก
เข้าใจหรือยัง ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ อ้ายหน้าขาวเหมือนลิง ! "
ธนญชัยผู้เรืองปัญญา แม้จะได้รับการบอกเล่าเก้าสิบโดยละเอียด
มิหนำซ้ำยังถูกปีศาจว่าหน้าขาวเหมือนลิง ก็ยังคงนิ่งอึ้งเป็นเชิงตริตรองอยู่เป็นครู่ใหญ่ และแล้วเขาก็
บ่นพึมพำออกมาพลางยกมือเกาศรีษะแสดงอาการไม่เข้าใจอยู่เหมือนเดิม " แหม ! ข้านี่ช่างโง่บัดซบ
เอาเสียจริง ๆ ไหนว่าท่านเปิดประตูให้ชายผู้นี้ออกมายังงั้นเรอะ ? "
" บ้า บ้าจริง ๆ อ้ายหน้าขาว " ปีศาจสอดขึ้นอย่างหัวเสีย " ไม่ใช่
ข้าเปิดประตูให้ชายคนนี้ออกมา แต่ชายคนนี้เป็นคนเปิดประตูให้ข้าออก ข้าอยู่ในถ้ำ เข้าใจไหม ?
ข้าอยู่ในถ้ำ อ้ายคนนี้หลอกข้ามาขังไว้ "
" เออจริง " ธนญชัยร้องขึ้น " ถูกแล้วแกหลอกข้ามาขังไว้ในถ้ำ
เอ้ย ! ไม่ใช่ชายคนนี้อยู่ในถ้ำกับแกแล้วข้าเดินผ่านมาเห็นเข้า เลยเปิดประตูให้ เอ้ย ! ไม่ใช่โว้ยเอาไป
เอามาแกจะกินข้าเข้าให้แล้ว ทำยังไงดีข้าจึงจะเข้าใจนะ อ้ายหน้าดำ ? "
" หนอย ! แกบังอาจว่าข้าหน้าดำเขียวหรือ ? " ปีศาจตวาดขึ้น
ด้วยความเดือดดาล " เดี๋ยวข้าจะหักคอแกกินเสียอีกคนหรอก "
" แล้วแกว่าข้าหน้าขาวเหมือนลิงล่ะ แกนึกว่ามันดียังงั้นหรือ ? "
ธนญชัยเถียงอย่างไม่ลดละ
" แก แก ไม่ต้องมาเถียงข้าให้เสียเวลา " ปีศาจร้ายตัดบท
" ทางที่ดีแกทำความเข้าใจต่อไปดีกว่า ข้ารำคาญแกเต็มทนแล้ว และมิหนำข้าก็ยังหิวเต็มแก่แล้ว
ด้วย ยังไง ๆให้ข้าได้หักคออ้ายคนนี้กินเสียก่อนเถอะ แล้วจะได้กินแกภายหลัง "
" เออ จริง ๆ ! " ธนญชัยพยักหน้าเห็นด้วย " แต่ข้าจะทำความ
เข้าใจยังไงต่อไปเล่า ข้าสมองทื่อเต็มที ข้าไม่อยากจะเข้าใจเสียแล้ว "
" แกต้องเข้าใจ " ปีศาจร้องขึ้นอย่างหัวเสีย " ข้าจะทำให้แกเข้าใจ
จำไว้นะ นี่ข้านะ "
" เออ รู้แล้ว " ธนญชัยร้องบอก
" แล้วนี่ ชายคนนี้น่ะ " ปีศาจหน้าดำชี้แจงต่อไป อย่างเป็นงาน
เป็นการ
" เออ รู้แล้ว "
" แล้วนี่ถ้ำนะ "
" เออ เห็นแล้ว "
" เออนี่ข้าอยู่ในถ้ำนี้นะ เข้าใจหรือยัง ? "
" เข้าใจ...แต่เอ๊ะ ! เดี๋ยวก่อน ๆ ว่ายังไงนะ ? " ธนญชัยแกล้งไม่
เข้าใจอีก
" โธ่ ! แกโง่บัดซบเหลือเกิน อ้ายหน้าลิง " ปีศาจคำรามลั่นออก
มาอย่างรำคาญเต็มทน " ควายที่ว่าโง่ยังไม่เท่าแก แกโง่บัดซบยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดในโลก "
" ขอได้โปรดเถิดท่าน กรุณาแสดงให้ข้าได้รู้แจ้งเห็นจริงกับตา
หน่อยเถอะว่าท่านเข้าไปในถ้ำได้อย่างไร เอาแรกเริ่มเดิมทีเลยทีเดียว ข้าไม่เข้าใจจริง ๆ "
" ก็ข้าบอกแล้วว่า อ้ายคนนี้มันหลอกข้าเข้าไป "
" อ๋อ ! หมายความว่าชายคนนี้เดินเข้าไปด้วยอย่างงั้นเรอะ ? "
" วะ ! แกมัน...อ้ายงั่งทำไมถึงโง่ยังงี้ ไม่ใช่โง่อย่างเดียว แกยัง
บ้าด้วยอ้ายหน้าลิง ก็อ้ายคนนี้มันหรอกให้ข้าเข้าไปแล้วมันจะเข้าไปกับข้าได้ยังไง ข้าเข้าไปคนเดียว
เข้าไปคนเดียวเข้าใจไหม ? "
" อีกแล้ว หัวข้าเริ่มหมุนอีกแล้ว " ธนญชัยพูดพร้อมกับยกมือขึ้น
บีบขมับอย่างแรงสองสามครั้ง " ขออย่าได้โกรธเคืองข้า ที่ว่าเข้าไปคนเดียวน่ะ เข้าไปยังไง ข้า
งงเต็มที "
ปีศาจร้ายหัวฟัดหัวเหวี่ยง ด้วยความเดือดดาลอย่างสุดขีด จน
ลืมคิดอะไรหมด มันกระโดดเหยงเข้าไปในถ้ำทันทีแล้วร้องว่า " เข้าไปอย่างงี้ อ้ายหน้าลิง เข้าใจ
หรือยัง "
" เออ ! " ธนญชัยร้องตอบ พร้อมกับปราดไปปิดประตูกรงลั่น
ดานอย่างแน่นหนา ขังปีศาจหน้าดำไว้ข้างในอย่างเดิม " บัดนี้ข้าเข้าใจแล้ว และหวังว่าแกคงเข้า
ใจเช่นกัน อ้ายหน้าดำ " และพร้อมกับประโยคนั้น ธนญชัยก็หัวเราะลั่นออกมาอย่างผู้มีชัย
ขณะเดียวกัน ปีศาจหน้าดำตัวร้าย รู้ตัวว่าเสียท่าธนญชัยแล้ว
แต่ไม่รู้จะทำยังไง นอกจากยืนทำตาปริบ ๆ อยู่ในกรงด้วยความเสียอกเสียใจเป็นที่สุด
อนิจจา ! แรก ๆ ก็นึกว่าธนญชัยโง่บัดซบยิ่งกว่าควายแต่ที่แท้
ตัวมันเองกลับดักดานยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดในโลก เสียดายที่ไม่มีฤทธ์เดชสามารถจะพังทลายประตูถ้ำ
ออกไปอย่างปีศาจอื่น ๆ ได้ มิฉะนั้น ธนญชัยคงจะแหลกเป็นจุณวิจุณไป เพราะความคลั่งแค้นของ
มันแน่ มันเป็นเพียงปีศาจร้ายธรรมดา ที่คอยก่อกวนเข่นฆ่าวารีจับมนุษย์มากินเป็นอาหาร จะมีความ
วิเศษก็แต่เพียงความเป็นผีดิบ ที่ไม่มีใครสามารถจะใช้หอกดาบธรรมดาฆ่าฟันมันให้ตายได้เท่านั้น
อ้ายเรื่องจะพังทลายห้องขังที่แน่นหนาเช่นนี้ ด้วยเวทมนต์ คาถานั้นไม่มีทาง
" ต้องขอขอบคุณท่านเป็นอย่างมาก ที่เมตตาช่วยชีวิตข้าไว้ " ชาย
ผู้เคราะห์ร้ายกล่าวขอบคุณธนญชัยออกมาหลังจากที่นิ่งตะลึงอยู่กับเหตุการณ์ อันไม่คาดฝันนั้น อยู่เป็น
นาน " ข้ารู้ตัวดีว่า ถ้าไม่ได้ท่าน ป่านนี้ข้าต้องถูกมันหักคอฉีกเนื้อกิน สมกับความแค้นและความหิว
กระหายของมันแล้ว " ชายผู้นั้นกล่าวพร้อมกับควักแท่งทองออกมาให้ธนญชัยสองแท่ง แต่ธนญชัย
ปฏิเสธไม่ยอมรับ
" ขอเพียงแต่ให้ข้ารู้จักชื่อท่านเท่านั้นก็พอ " ธนญชัยบอก " เผื่อ
วันหน้าวันหลังเกิดเราได้พบกันอีก จะได้ทักทายปราศรัยกันได้ถูก "
ชายผู้นั้นหัวเราะอย่างสดชื่นเบิกบาน " อ๋อ ! ได้ซีท่านผู้มีพระคุณ
ข้าชื่อเทพไท เป็นอำมาตย์ใหญ่ของพระเจ้านเรนทร์นคร "
" พระเจ้านเรนทร์แห่งนรินทร์นคร ? " ธนญชัยทวนคำอย่าง
ตื่นเต้น " ถ้างั้นท่านก็คงรู้จักเจ้าหญิงกุหลาบพระธิดาของพระองค์น่ะซี "
" รู้จักซี ท่าน " ผู้แนะนำตัวว่าเป็นอำมาตย์ตอบทันที แต่เจ้าหญิงหายสาปสูญจากเมืองไปนานแล้ว ทำไมท่านพบเจ้าหญิงรึ ? "
" ใช่ ! " ธนญชัยพยักหน้า " ข้าได้พบกับเจ้าหญิงโดยบังเอิญ "
" พบที่ไหน ท่าน ? "
" ข้าพบเจ้าหญิงที่ถ้ำแห่งหนึ่ง และขณะนี้ข้าได้พาเจ้าหญิงมา
ด้วยแล้ว "
" หา....? ถ้างั้นผู้หญิงที่มากับท่านก็คือเจ้าหญิงกุหลาบน่ะซี "
" ใช่ "
" บ๊ะแล้วกัน...ข้าเสียใจจริง ๆ ที่เมื่อกี้ไม่ทันได้มองเจ้าหญิงถนัด
เพราะกำลังเลือดเข้าตา " อำมาตย์ตำหนิตัวเอง พลางจับแขนธนญชัย " ไป ท่านรีบพาข้าไปเฝ้า
เจ้าหญิงโดยเร็วเถอะ "
ธนญชัยรีบตกลงและจากนั้นเขาก็พาอำมาตย์เทพไทกลับมายัง
ที่เจ้าหญิงรออยู่ แต่ครั้นมาถึง ปรากฏว่าเจ้าหญิงผู้เลอโฉมได้หายไปจากที่นั่นแล้ว
เวลาผ่านไปเป็นครู่ใหญ่ หลังจากที่ธนญชัยกับอำมาตย์เทพไท
ช่วยกันค้นหาเจ้าหญิงตามสุมทุมไม้น้อยใหญ่ ตามบริเวณนั้น ๆ จนทั่วแล้ว และเมื่อไม่พานพบตัว
เจ้าหญิง ทั้งสองก็เดินทางมุ่งหน้าค้นหาต่อไปตามบริเวณป่าอื่น ๆ ซึ่งคิดว่าเจ้าหญิงจะไปถึง แต่
ก็ไม่ปรากฏแม้แต่เงาและ...เมื่อทั้งสองเดินค้นหาเจ้าหญิงเรื่อยมาสักครู่ ก็มาถึงป่าใหญ่แห่งหนึ่ง
เป็นป่าลึกอากาศมืดครึ้มเยือกเย็น ...เป็นที่น่าหวาดกลัวเป็นที่สุด ทั้งสองเดินเข้าไปในป่านั้นด้วยใจ
เต้นระทึก ในใจนึกเหมือนกันว่า คงจะได้เผชิญกับสิ่งมีชีวิตดุร้าย มิฉะนั้นก็อาจจะเป็นพวกพ่อมด
หมอผีผู้มีเวทมนต์ก็เป็นไปได้ ซึ่งก็เป็นดังที่คาดไว้ โดยป่านี้เป็นที่อยู่ของพ่อมดผู้ขมังเวทย์
สามารถล่องหนหายตัวปลอมแปลงกายได้อย่างไม่น่าเชื่อ เป็นที่เกรงขามขยาดกลัวแก่ผู้คนในย่านนั้น
เป็นที่สุด จนไม่มีใครกล้าเดินผ่านป่านี้
ธนญชัยกับอำมาตย์เทพไทเดินลึกเข้าไป ๆ ทุกที จนกระทั่งเห็น
กระท่อมพ่อมดอยู่รำไร ก็ให้นึกดีใจ เขาคิดในใจว่าบางทีเจ้าหญิงอาจจะมาแวะที่กระท่อมนี้ก็ได้
" ท่านอำมาตย์รอข้าอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน " ธนญชัยหันมาบอกอำมาตย์
" ข้าจะเดินเข้าไปดูที่กระท่อมนี่สักครู่ บางทีเจ้าหญิงของเราอาจจะแวะที่นี่ก็ได้ "
" ให้ข้าไปดีกว่าท่าน ท่านเป็นผู้มีปัญญาและเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วย
ให้ข้ารอดชีวิตมาได้ เพราะกระท่อมหลังนี้ท่านกับข้าก็ยังไม่รู้ว่าเป็นของใคร ย่อมเป็นการเสี่ยงอยู่มาก
ถ้าท่านเข้าไปแล้วได้รับอันตราย ข้าก็ลำบากไม่สามารถจะหาทางช่วยท่านได้ หากข้าไปแล้วได้รับ
อันตราย ท่านยังอยู่ก็พอจะหาทางช่วยข้าได้ดีกว่าแน่ ...ท่านรออยู่ที่นี่แล้วกัน ข้าจะไปเอง หากข้า
กลับมาช้าเกินกว่าเวลาอันสมควร ท่านก็ติดตามไปแล้วกัน "
พูดจบ อำมาตย์เทพไทรีบตรงไปยังกระท่อมทันที.....