ขณะนั้น พ่อมดเจ้าของกระท่อมกำลังนั่งอยู่ข้างใน พออำมาตย์เทพไทไปเคาะประตู ก็
ร้องถามขึ้นว่า
" ใครนะ ? "
" ข้าเองแหละ ข้าหลงทางมา พอดีมาพบกระท่อมของท่าน
จึงอยากจะขอพักสักครู่ "
" มาด้วยกันกี่คน " พ่อมดซักต่อไป
" ข้ามาคนเดียว กรุณาข้าด้วยเถอะ "
" ทำไมข้าจะไม่สงสาร ? " พ่อมดพูดพลางหัวเราะเยาะ " แก
เหนื่อยหลงทางมาก็ยืนอยู่ที่ประตูนั่นก็แล้วกัน เฝ้าอยู่นั่นแหละ ไม่ต้องไปไหนอีก ฮะ ฮะ " พอสิ้น
เสียงของพ่อมด ร่างของอำมาตย์ก็กลายเป็นหินยืนอยู่ที่หน้าประตูทันทีทันใด และแล้วพ่อมดใจร้าย
ก็ผลักประตูกระท่อมออกมา อุ้มร่างที่กลายเป็นหินของอำมาตย์ เข้าไปไว้ในกระท่อม
ฝ่ายธนญชัยยืนคอยอำมาตย์อยู่เป็นเวลานาน ยังไม่เห็นกลับมา
สักที ก็ให้แปลกใจเป็นกำลัง ครั้นจะติดตามไปเสียเดี๋ยวนี้นั้น ก็เกรงว่าจะมีอันตรายเกิดขึ้นจริง ๆ
เขาเองอาจจะหนีไม่พ้น จึงเลือกหาต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งปีนขึ้นไปนอนบนคาคบ เพื่อตรองหาอุบาย
แก้ไข พอดีขณะที่เขาป่ายปีนขึ้นไปนั่งบนคาคบไม้นั้น เขาก็สามารถมองเห็นตัวพ่อมดซึ่งโผล่ออก
มา ยกเอาร่างที่กลายเป็นหินของอำมาตย์เข้าไปในกระท่อม แม้ว่าระยะทางจะไกลอยู่สักหน่อยเขา
ก็พอจะเดาได้ จากเครื่องแต่งกายและร่างที่แข็งทื่อดังหินที่พ่อมดยกเข้าไปในกระท่อมว่า เป็นใครไป
ไม่ได้ นอกจากอำมาตย์เทพไท นั่นเอง...
คืนนั้นทั้งคืน ธนญชัยตรองหาอุบายที่จะแก้เผ็ดพ่อมดให้สม
กับความหฤโหดของมันให้จงได้ จนกระทั่งรุ่งเช้า จึงลงจากต้นไม้และเริ่มดำเนินการตามแผนที่คิดไว้
ทันที
ขั้นแรก...เขาเดินกลับออกมานอกป่า เพื่อหาพังพอนสักตัวหนึ่ง
แต่ก็ไม่ทราบจะไปหาที่ไหน ตามป่าแถบนั้นปรากฏว่าไม่มีพังพอนเลยสักตัว พอดีหลังจากเดินพ้น
ป่ามาหน่อยเดียว เขาก็พบพรานป่าคนหนึ่งผูกพังพอนมัดติดกับหาบฟืนมา ธนญชัยดีใจออกปาก
ขอซื้อพังพอนตัวนั้นทันที
" ท่านจะเอาไปทำไมนะ พังพอน ? " พรานป่าผู้นั้นถามธนญชัย
" ข้าเคยจับไปขายในเมือง ไม่เห็นมีใครซื้อสักที "
" ข้ามีกิจธุระอย่างหนึ่งที่จะต้องใช้พังพอน " เขาบอกเป็นเชิงปิดบัง
"อย่าให้ข้าบอกท่านเลยนะ ขอเพียงแต่ขอซื้อจากท่านเท่านั้น "
คำพูดของธนญชัยยิ่งชวนให้พรานป่าสงสัย อยากรู้เป็นอย่างยิ่ง
" บอกให้ข้ารู้ด้วยไม่ได้หรือท่าน ? เพราะหากเป็นเรื่องทุกข์ร้อนบางทีข้าอาจช่วยท่านได้ "
ธนญชัยนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เป็นเชิงตริตรอง แล้วจึงกล่าวขึ้นด้วยเสียง
เศร้าว่า " อำมาตย์ผู้น่าสงสารคนหนึ่ง ร่วมเดินทางมากับข้าแต่บังเอิญพอเข้ามาถึงป่านี้ ถูกพ่อมดสาป
กลายเป็นหิน ท่านคงรู้จักพ่อมดตัวนี้ดีมิใช่หรือ ? "
" โอ ! รู้จักดีทีเดียว " พรานป่ารีบตอบทันที " พ่อมดตัวนี้ใคร ๆ
ก็รู้ว่า แกมีนิสัยโหดร้ายยิ่งกว่าสัตว์ป่าเสียอีก เที่ยวสาปคนไม่เลือกหน้า ทุกคนได้รับความเดือด
ร้อนทุกถ้วนหน้าลำบากยากเข็ญมานานแล้ว "
ธนญชัยได้ยินพรานป่าพูดเช่นนั้นก็ดีใจ จึงชวนขึ้นว่า " เผื่อว่าข้า
จะขอความร่วมมือจากท่าน ในการช่วยสังหารพ่อมดตนนี้ ท่านจะยินดีร่วมมือกับข้าหรือเปล่า ? "
" ยินดีทีเดียวท่าน " พรานป่าตกลงอย่างรวดเร็ว " ว่าแต่ข้าพเจ้า
ยังสงสัยเหลือเกินว่า ท่านจะนำเอาพังพอนไปปราบพ่อมดได้อย่างไร ? "
" ข้าวางแผนไว้อย่างหนึ่ง " ธนญชัยตอบ " เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน
เราไปด้วยกัน ท่านแอบอยู่ข้างล่าง ข้าจะเข้าไปในกระท่อมหลอกพ่อมดเอง หน้าที่ของท่านก็คือคอย
จังหวะปล่อยพังพอนออกไป เมื่อข้าเคาะพื้นกระท่อมให้สัญญาณ...แค่นี้ท่านคงเข้าใจดีมิใช่หรือ ? "
พรานป่าได้ยินดังนั้น ก็รับรองขึ้นว่า " ข้าพอจะเข้าใจในแผน
การท่านบ้างแล้ว เอาเถอะข้าจะปฏิบัติให้เป็นตามท่านสั่งทุกอย่าง คราวนี้พ่อมดคงจะไม่มีโอกาสก่อ
กรรมทำเข็ญคนอื่นต่อไปแน่ ๆ "
ครั้นแล้ว ทั้งสองก็เดินทางเข้าไปในป่าอันเป็นที่อาศัยของพ่อมด
เพื่อปฏิบัติการตามแผนต่อไป ระหว่างทางจากที่นั้นไปถึงกระท่อมพ่อมดไกลพอดูเหมือนกัน กว่าทั้ง
สองจะมาถึงก็เกือบจะมืดค่ำแล้ว แต่มันตรงกับเวลาที่ธนญชัยกะการไว้พอดี " ท่านเข้าไปก่อน ไปแอบ
อยู่ที่ใต้ถุนกระท่อมก็แล้วกัน " ธนญชัยบอกกับพรานป่า " คอยดูข้า เมื่อใดข้าให้สัญญาณแล้ว ท่านรีบ
ปล่อยพังพอนขึ้นไปเลยนะ "
พรานป่าพยักหน้ารับคำ แล้วออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อนธนญชัย
ครั้นถึงก็หาที่ซึ่งมีช่องสามารถจะปล่อยพังพอนให้พุ่งขึ้นไปยังพ่อมดได้ทันที ให้รวดเร็วสมกับความต้อง
การ และหน้าที่อีกอย่างหนึ่งของเขาก็คือระมัดระวังมิให้พ่อมดเห็น มิฉะนั้น ก็จะถูกพ่อมดปากพล่อย
สาปเอาง่าย ๆ
ฝ่ายธนญชัยจัดการแต่งตัวเสียใหม่ โดยใช้ผ้าขาวผืนใหญ่ที่มีติดตัว
มาห่มคลุมร่าง และรวบผมขึ้นไปเกล้าเป็นมวยราวกับนักพรตผู้ทรงวิทยาคุณแล้ว ก็ตรงไปยังกระท่อม
พ่อมด แล้วเคาะประตูพร้อมกับพูดขึ้นว่า " ท่านที่ข้านับถือ นั่นท่านอยู่หรือเปล่าว ? "
พ่อมดได้ยินเสียงร้องเรียกเช่นนั้น ก็แปลกใจด้วยไม่เคยได้ยินเสียง
เช่นนี้มาก่อน จึงร้องถามไปว่า " ท่านเป็นใคร "
" โอ ! นี่ท่านคงจะจำข้าที่เคยมาหาท่าน เมื่อสามเดือนก่อนไม่ได้
เสียแล้ว " นักพรตปลอมว่า " ไม่เป็นไรหรอกหากท่านจำไม่ได้ ก็เปิดประตูออกมาดูก็แล้วกัน "
พ่อมดยิ่งสงสัยเป็นกำลัง จึงเปิดประตูออกไปดู เห็นร่างนักพรต
ยืนอยู่หน้ากระท่อม ท่าทางเป็นผู้ทรงความรู้อย่างยิ่ง
" ท่านคงนึกออกแล้วมิใช่หรือ ? " นักพรตปลอมชิงถามขึ้นก่อนที่อีก
ฝ่ายจะพูดอะไร " ข้าเป็นนักบวชอยู่ที่ป่าหิมพานต์ เคยมาคุยกับท่านเมื่อสามเดือนก่อน รู้สึกเลื่อมใส
ในอิทธิฤทธิ์อันยิ่งใหญ่ หาผู้ใดเสอมเหมือนมิได้ของท่าน วันนี้อยากมาชมอิทธิฤทธิ์อันยิ่งใหญ่ของท่าน
นั้นอีก "
โดนจุดนี้เข้า พ่อมดก็ยิ้มแก้มแทบปริ กล่าวตอบด้วยเสียงใสว่า
" ขอเชิญเถอะ ท่านนักบวช ข้ายินดีเสนอให้ท่านชม...ทุกอย่าง ในโลกนี้ไม่มีใครจะมีฤทธิ์เลิศล้ำเกิน
ข้าได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า "
กล่าวจบ ก็รีบเชิญนักบวชเข้าไปภายในกระท่อม ธนญชัยพยา
ยามหามุมนั่งให้ใกล้กับช่องที่พรานป่าคอยดักและแอบอยู่ เพื่อจะได้ประสานงานกันรวดเร็วทันท่วงที
" ท่านอยากดูแบบไหนละก็ บอกข้ามาเถอะ " พ่อมดรีบพูดทันที
" ข้าแสดงให้ท่านดูได้ทุกอย่าง "
" ข้าอยากจะชมการแปลงกาย ด้วยเวทมนต์ของท่าน " ธนญชัย
บอก " ท่านคงยินดีมิใช่หรือ ถ้าท่านแปลงกายเป็นนก "
พ่อมดหัวเราะก้อง พลางตอบว่า " เรื่องนิดเดียวเท่านั้นเอง เอา
ละ ข้าจะแปลงให้ท่านดูตามประสงค์เดี๋ยวนี้ " ว่าแล้วพ่อมดก็ร่ายมนต์ เพียงชั่วพริบตาเดียวร่างอัน
น่าเกลียดน่ากลัวของแกก็กลายเป็นนกแก้วตัวสีเขียวปากแดงสวยงาม บินไปเกาะบนแคร่ไม้ไผ่ภาย
ในกระท่อม
ธนญชัยทำเป็นหัวเราะชอบใจ และกล่าวชมเชยพ่อมดเป็นการใหญ่
ว่า " แหม ! ท่านช่างเก่งเหลือเกิน มิเสียแรงที่ข้าอุตส่าห์ดั้นด้นมา "
" แล้วท่านอยากจะดูอะไรอีกล่ะ ? " พ่อมดถามต่อไปด้วยความ
กระหายอยากจะแสดงความเก่งกาจของตนให้ยิ่งขึ้นไปอีก
" ข้าเกรงใจท่านอย่างที่สุด อย่าว่าข้ารบกวนท่านเลยนะ ข้าอยาก
ดูท่านแปลงกายเป็นยักษ์บ้าง ? "
" ก็ง่ายนิดเดียวเท่านั้นแหละ ? " พ่อมดกล่าวพร้อมกับร่ายมนต์
เพียงชั่วพริบตาเดียวร่างของพ่อมดก็กลายเป็นยักษ์หน้าตาดุร้ายน่ากลัวยิ่งนัก
ธนญชัยแกล้งทำเป็นทะลึ่งลุกขึ้นด้วยความตกใจสุดขีด เห็นดังนั้น
พ่อมดก็หัวเราะออกมาด้วยความขบขัน " ท่านนักบวช ! นั่นท่านกลัวข้าหรือนั่น ? "
" กลัวซีท่าน " ธนญชัยทำเป็นเสียงสั่น " เพราะท่านแปลงเป็นยักษ์
ได้เหมือนจริงทุกกระเบียดนิ้วเช่นนี้ ใครเล่าจะไม่กลัว "
พ่อมดหัวเราะ และพูดต่อไปว่า " ถ้างั้นแปลงเป็นสัตว์เล็ก ๆ ดีกว่า
ท่านจะได้ไม่กลัว จะเอาอะไรดีละ ?
ได้จังหวะ ธนญชัยเห็นสมคะเน จึงพูดขึ้นว่า " งูเขียวล่ะท่าน
ท่านก็สามารถแปลงได้มิใช่หรือ ? "
" ฮ่า ฮ่า ฮ่า...ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากเสียอีก " พ่อมดคุย
" คอยสักประเดี๋ยว " ว่าแล้ว พ่อมดก็จัดแจงร่ายมนต์เช่นเคย เพียงพริบตาเดียว ร่างของพ่อมดก็
กลายเป็นงูเขียวไปอย่างง่ายดาย แถมยังเลื้อยไปรอบ ๆ ตามพื้นที่ธนญชัยนั่งอยู่ด้วย
พรานป่าซึ่งคอยจ้องมองอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นพ่อมดกลายเป็น
งูเขียว และพอได้รับสัญญาณจากธนญชัยเช่นนั้น ก็ปล่อยพังพอนเข้าใส่ พังพอนกับงูไม่ถูกกันมา
ตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว พอเห็นกันก็กระโดดเข้าใส่ทันที พังพอนของพรานป่า ตรงเข้ากัดงูเขียว
อย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ งูเขียวไม่ทันเตรียมตัวระวังภัยประการใด ก็ถูกพังพอนขย้ำคอ
เอาตายคาที่
พองูเขียวตาย ก็กลายเป็นพ่อมดนอนเหยียดยาวเลือดอาบตรง
คอ และปราศจากลมหายใจอยู่ ณ ที่นั้น ธนญชัยรีบเอาเลือดที่คอพ่อมด ไปพรมร่างที่กลายเป็นหิน
ของอำมาตย์เทพไททันที ไม่ทันถึงอึดใจ ร่างที่กลายเป็นหินก็กลับกลายมาเป็นคน มีเลือดเนื้อชีวิต
วิญญาณอย่างเดิม อำมาตย์เทพไทตรงเข้าสวมกอดธนญชัยด้วยความดีใจ " ข้าก็บอกแล้วว่า คนมี
สติปัญญาเช่นท่าน ต้องสามารถช่วยข้าได้แน่ ๆ " อำมาตย์พูดอย่างดีใจเป็นที่สุด " นี่มีอีกหลายชีวิต
นะ ที่ต้องกลายเป็นหิน เพราะคำสาปของพ่อมดตนนี้ และบางทีอาจจะมีเจ้าหญิงของเรารวมอยู่
ด้วยก็ได้ "
" เออ จริงซีนะ งั้นท่านช่วยกันค้นหาหน่อย " ธนญชัยตอบ
พร้อมกับนำเอาเลือดที่คอพ่อมดไปพรมตามร่างหิน ซึ่งยืนเรียงรายอยู่ภายในกระท่อม ในไม่ช้าร่างหิน
เหล่านั้นก็กลายเป็นคนดังเดิม ต่างก็พากันเข้ามากล่าวคำขอบคุณกับธนญชัยเป็นการใหญ่ ที่ช่วย
ชีวิตพวกเขาไว้แล้วก็อำลาจากไป
ต่อจากนั้น ธนญชัยกับอำมาตย์และพรานป่า ก็ช่วยกันค้นหา
ร่างหินที่ถูกสาป ซึ่งเขาทั้งสามเชื่อว่าเท่าที่ฟื้นคืนชีพมาแล้วนั้นยังไม่หมดแน่ โดยเฉพาะร่างของเจ้า
หญิงกุหลาบยังไม่ปรากฏให้เห็นด้วย ก็พอดีเมื่อเดินไปทางข้างกระท่อมอีกด้านหนึ่ง ก็พบร่างหินของ
หญิงผู้หนึ่งกำลังนอนอยู่บนขอนไม้
" นี่ไง เจ้าหญิงของเรา ?" ธนญชัยร้องบอกอำมาตย์เทพไทด้วย
เสียงอันดัง " ท่านอำมาตย์ช่วยรีบไปเอาเลือดของพ่อมดมาช่วยเธอเร็วเข้า "
โดยไม่รอช้า อำมาตย์เทพไทรีบไปเอาเลือดพ่อมดมาทาบนร่าง
ของเจ้าหญิง ฉับพลันทันใด ร่างหินของเจ้าหญิงก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ดังเดิม และผู้ที่ร้องออกมาด้วย
ความดีใจก็คือธนญชัย " เจ้าหญิง !"
เท่านั้นเอง เจ้าหญิงก็โผเข้ากอดธนญชัยด้วยความดีใจ พึมพำ
ออกมาด้วยเสียงเครือว่า " หญิงดีใจเหลือเกิน ที่ท่านมาช่วยไว้ได้อีกครั้งหนึ่ง "
" ข้าก็เช่นเดียวกัน เจ้าหญิง " ธนญชัยตอบ " ข้าช่วยชายผู้นั้น
แล้ว กลับมาไม่พบเจ้าหญิง ก็วิ่งวุ่นติดตามทุกหนทุกแห่ง กระทั่งมาพบเจ้าหญิงที่นี่ "
" มันเป็นความผิดของหญิงเอง ที่ทำให้ท่านต้องวุ่นวาย " เจ้าหญิง
ว่า " ความจริงถ้าหญิงนั่งอยู่ตรงที่ท่านบอก ก็คงไม่ได้รับอันตรายอะไรแน่ แต่หญิงเห็นไก่ฟ้าตัวหนึ่ง
สวยมากบินมาจับอยู่แถวนั้น จึงเข้าไปดูมันใกล้ ๆ ซึ่งพอมันเห็นหญิงมันก็ตกใจบินต่อไป หญิงก็วิ่งตาม
ไป ๆ จนกระทั่งมาเห็นกระท่อมพ่อมดและรู้สึกเหนื่อย จึงแวะนั่งที่ขอนไม้นี่ ครั้นนั่งสักครู่ก็เผลอตัวนอน
หลับหมดความรู้สึกไป กระทั่งท่านมาช่วยนี่แหละ "
ธนญชัยนิ่งฟังเจ้าหญิงเล่าด้วยความเห็นใจ " ผู้หญิงก็อย่างนี้ทุกคน
พอเห็นอะไรสวย ๆงาม ๆ ก็อดที่จะกระหายอยากดูอยากชมใกล้ ๆ ไม่ได้ แต่ช่างมันเถอะทุกอย่างมัน
ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป และเจ้าหญิงก็ปลอดภัยแล้ว ลืมมันเสียดีกว่า...เออ ! เกือบลืมไป เจ้าหญิง
คงจำอำมาตย์เทพไทไม่ได้กระมัง ? " ว่าพลางคลายแขนจากร่างแน่งน้อยของเจ้าหญิง หันมาทาง
อำมาตย์เทพไท " คนนี้แหละ เจ้าหญิง...อำมาตย์เทพไทข้าราชบริพารของสมเด็จพ่อของเจ้าหญิงและ
เป็นคน ๆเดียวกับที่ข้าช่วยไว้ "
" อ๋อ ! ท่านเองหรอกหรือ ? " เจ้าหญิงย้อนถามอย่างตื่นเต้นดีใจ
" ข้าจากเมืองมานาน จำท่านไม่ได้ถนัดนัก "
"แต่ข้าจำองค์หญิงได้แม่นยำ พะย่ะค่ะ องค์หญิงหายสาปสูญไป
ตั้งแต่คราวพระเจ้าเหนือหัวเสด็จประพาสป่า และก็ข้าได้รับพระโองการจากพระเจ้าเหนือหัวให้ติดตาม
หาองค์หญิงด้วยคนหนึ่ง ซึ่งพวกข้าได้ค้นหาจนทั่วป่านี้ ครั้งแล้วครั้งเล่าก็ไม่พบองค์หญิง พะย่ะค่ะ "
" ข้าถูกยักษ์จับไปขังไว้ในปราสาทใต้ดิน เคราะห์ดีที่ธนญชัยมา
ช่วยไว้จึงรอดขึ้นมาได้ "
" แหม ! ท่านช่างมีบุญคุณต่อพวกเราเหลือเกิน " อำมาตย์หันมา
ทางธนญชัย " ทั้งองค์หญิงและข้า ล้วนแต่เป็นหนี้ชีวิตของท่าน...เอายังงี้ดีไหม ท่านเข้าไปในเมือง
กับเรา องค์หญิงกับข้าจะทูลขอปูนบำเหน็จจากพระเจ้าเหนือหัวตอบแทนความดีของท่าน "
" ไปซี ธนญชัย ท่านต้องไปกับเรา " เจ้าหญิงสนับสนุน " และ
หญิงรับรองว่าเสด็จพ่อต้องโปรดท่านแน่ ๆ "
เมื่อได้รับการชักชวน ไปรับบำเหน็ดรางวัลเช่นนั้น ครั้งแรก
ธนญชัยก็อิดเอื้อนอยู่ แต่เมื่อถูกเจ้าหญิงรบเร้าขึ้นว่า " หากท่านไม่ต้องการบำเหน็ดรางวัล ก็ขอให้ไป
ส่งข้าให้ถึงเมืองนรินทร์นครก่อนเถอะ "
ดังนั้น ธนญชัยจึงตกลงไปด้วย และแล้ว...ทั้งหมดก็พากันมุ่งสู่
นรินทร์นครโดยทันที...ไม่ต้องสงสัยว่า พระเจ้านเรนทร์จะดีพระทัยสักเพียงใด เมื่อได้พระธิดาผู้ซึ่ง
หายสาปสูญไปนับขวบปี ครั้นได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากเจ้าหญิงกุหลาบ และอำมาตย์เทพไทแล้วให้
รู้สึกชื่นชมสติปัญญาของธนญชัยเป็นอันมาก จึงพระราชทานบำเหน็จรางวัลแก่ธนญชัย พร้อมทั้งรับ
สั่งขึ้นว่า " ท่านผู้มีปัญญา ข้าอยากจะชวนท่านรับราชการอยู่กับเราที่นี่ด้วย เราจะได้อาศัยสติปัญญา
ของท่าน บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชนพลเมืองของเราต่อไป ท่านจะว่ายังไง ? "
" เป็นพระมหากรุณาธิคุณ แก่ข้าอย่างหาที่สุดมิได้ พะย่ะค่ะ "
ธนญชัยก้มลงกราบแทบพระบาท " ข้าขอถวายความจงรักภักดี แต่พระองค์ตราบกระทั่งชีวิตจะหา
ไม่ พะย่ะค่ะ "
" แหม ! นับเป็นโชคของเรามาก " พระราชาทรงสรวลก้องด้วย
ความพอพระทัย " ข้าดีใจจริง ๆ ที่ท่านตกลงง่าย ๆ เช่นนี้ เอาละต่อนี้ไป ข้าขอแต่งตั้งให้ท่านเป็น
อำมาตย์ประจำราชสำนักของข้า มีหน้าที่คอยเฝ้าถวายความคิดเห็นและปฏิบัติราชการอยู่กับข้า
ตลอดไป "
เป็นอันว่า ธนญชัยของเราได้เข้ารับราชการในนรินทร์นครพ้นจากความเป็นคนพเนจรมีความสุขสบายนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา......