ตอนที่ 6...ปีศาจหน้าดำ..(ต่อ)



ขณะนั้น พ่อมดเจ้าของกระท่อมกำลังนั่งอยู่ข้างใน พออำมาตย์เทพไทไปเคาะประตู ก็ ร้องถามขึ้นว่า

       " ใครนะ ? "

       " ข้าเองแหละ ข้าหลงทางมา พอดีมาพบกระท่อมของท่าน จึงอยากจะขอพักสักครู่ "

       " มาด้วยกันกี่คน " พ่อมดซักต่อไป

        " ข้ามาคนเดียว กรุณาข้าด้วยเถอะ "

       " ทำไมข้าจะไม่สงสาร ? " พ่อมดพูดพลางหัวเราะเยาะ " แก เหนื่อยหลงทางมาก็ยืนอยู่ที่ประตูนั่นก็แล้วกัน เฝ้าอยู่นั่นแหละ ไม่ต้องไปไหนอีก ฮะ ฮะ " พอสิ้น เสียงของพ่อมด ร่างของอำมาตย์ก็กลายเป็นหินยืนอยู่ที่หน้าประตูทันทีทันใด และแล้วพ่อมดใจร้าย ก็ผลักประตูกระท่อมออกมา อุ้มร่างที่กลายเป็นหินของอำมาตย์ เข้าไปไว้ในกระท่อม

       ฝ่ายธนญชัยยืนคอยอำมาตย์อยู่เป็นเวลานาน ยังไม่เห็นกลับมา สักที ก็ให้แปลกใจเป็นกำลัง ครั้นจะติดตามไปเสียเดี๋ยวนี้นั้น ก็เกรงว่าจะมีอันตรายเกิดขึ้นจริง ๆ เขาเองอาจจะหนีไม่พ้น จึงเลือกหาต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งปีนขึ้นไปนอนบนคาคบ เพื่อตรองหาอุบาย แก้ไข พอดีขณะที่เขาป่ายปีนขึ้นไปนั่งบนคาคบไม้นั้น เขาก็สามารถมองเห็นตัวพ่อมดซึ่งโผล่ออก มา ยกเอาร่างที่กลายเป็นหินของอำมาตย์เข้าไปในกระท่อม แม้ว่าระยะทางจะไกลอยู่สักหน่อยเขา ก็พอจะเดาได้ จากเครื่องแต่งกายและร่างที่แข็งทื่อดังหินที่พ่อมดยกเข้าไปในกระท่อมว่า เป็นใครไป ไม่ได้ นอกจากอำมาตย์เทพไท นั่นเอง...

       คืนนั้นทั้งคืน ธนญชัยตรองหาอุบายที่จะแก้เผ็ดพ่อมดให้สม กับความหฤโหดของมันให้จงได้ จนกระทั่งรุ่งเช้า จึงลงจากต้นไม้และเริ่มดำเนินการตามแผนที่คิดไว้ ทันที

       ขั้นแรก...เขาเดินกลับออกมานอกป่า เพื่อหาพังพอนสักตัวหนึ่ง แต่ก็ไม่ทราบจะไปหาที่ไหน ตามป่าแถบนั้นปรากฏว่าไม่มีพังพอนเลยสักตัว พอดีหลังจากเดินพ้น ป่ามาหน่อยเดียว เขาก็พบพรานป่าคนหนึ่งผูกพังพอนมัดติดกับหาบฟืนมา ธนญชัยดีใจออกปาก ขอซื้อพังพอนตัวนั้นทันที

       " ท่านจะเอาไปทำไมนะ พังพอน ? " พรานป่าผู้นั้นถามธนญชัย " ข้าเคยจับไปขายในเมือง ไม่เห็นมีใครซื้อสักที "

       " ข้ามีกิจธุระอย่างหนึ่งที่จะต้องใช้พังพอน " เขาบอกเป็นเชิงปิดบัง "อย่าให้ข้าบอกท่านเลยนะ ขอเพียงแต่ขอซื้อจากท่านเท่านั้น "

       คำพูดของธนญชัยยิ่งชวนให้พรานป่าสงสัย อยากรู้เป็นอย่างยิ่ง " บอกให้ข้ารู้ด้วยไม่ได้หรือท่าน ? เพราะหากเป็นเรื่องทุกข์ร้อนบางทีข้าอาจช่วยท่านได้ "

       ธนญชัยนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เป็นเชิงตริตรอง แล้วจึงกล่าวขึ้นด้วยเสียง เศร้าว่า " อำมาตย์ผู้น่าสงสารคนหนึ่ง ร่วมเดินทางมากับข้าแต่บังเอิญพอเข้ามาถึงป่านี้ ถูกพ่อมดสาป กลายเป็นหิน ท่านคงรู้จักพ่อมดตัวนี้ดีมิใช่หรือ ? "

       " โอ ! รู้จักดีทีเดียว " พรานป่ารีบตอบทันที " พ่อมดตัวนี้ใคร ๆ ก็รู้ว่า แกมีนิสัยโหดร้ายยิ่งกว่าสัตว์ป่าเสียอีก เที่ยวสาปคนไม่เลือกหน้า ทุกคนได้รับความเดือด ร้อนทุกถ้วนหน้าลำบากยากเข็ญมานานแล้ว "

       ธนญชัยได้ยินพรานป่าพูดเช่นนั้นก็ดีใจ จึงชวนขึ้นว่า " เผื่อว่าข้า จะขอความร่วมมือจากท่าน ในการช่วยสังหารพ่อมดตนนี้ ท่านจะยินดีร่วมมือกับข้าหรือเปล่า ? "

       " ยินดีทีเดียวท่าน " พรานป่าตกลงอย่างรวดเร็ว " ว่าแต่ข้าพเจ้า ยังสงสัยเหลือเกินว่า ท่านจะนำเอาพังพอนไปปราบพ่อมดได้อย่างไร ? "

       " ข้าวางแผนไว้อย่างหนึ่ง " ธนญชัยตอบ " เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เราไปด้วยกัน ท่านแอบอยู่ข้างล่าง ข้าจะเข้าไปในกระท่อมหลอกพ่อมดเอง หน้าที่ของท่านก็คือคอย จังหวะปล่อยพังพอนออกไป เมื่อข้าเคาะพื้นกระท่อมให้สัญญาณ...แค่นี้ท่านคงเข้าใจดีมิใช่หรือ ? "

       พรานป่าได้ยินดังนั้น ก็รับรองขึ้นว่า " ข้าพอจะเข้าใจในแผน การท่านบ้างแล้ว เอาเถอะข้าจะปฏิบัติให้เป็นตามท่านสั่งทุกอย่าง คราวนี้พ่อมดคงจะไม่มีโอกาสก่อ กรรมทำเข็ญคนอื่นต่อไปแน่ ๆ "


ครั้นแล้ว ทั้งสองก็เดินทางเข้าไปในป่าอันเป็นที่อาศัยของพ่อมด เพื่อปฏิบัติการตามแผนต่อไป ระหว่างทางจากที่นั้นไปถึงกระท่อมพ่อมดไกลพอดูเหมือนกัน กว่าทั้ง สองจะมาถึงก็เกือบจะมืดค่ำแล้ว แต่มันตรงกับเวลาที่ธนญชัยกะการไว้พอดี " ท่านเข้าไปก่อน ไปแอบ อยู่ที่ใต้ถุนกระท่อมก็แล้วกัน " ธนญชัยบอกกับพรานป่า " คอยดูข้า เมื่อใดข้าให้สัญญาณแล้ว ท่านรีบ ปล่อยพังพอนขึ้นไปเลยนะ "

       พรานป่าพยักหน้ารับคำ แล้วออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อนธนญชัย ครั้นถึงก็หาที่ซึ่งมีช่องสามารถจะปล่อยพังพอนให้พุ่งขึ้นไปยังพ่อมดได้ทันที ให้รวดเร็วสมกับความต้อง การ และหน้าที่อีกอย่างหนึ่งของเขาก็คือระมัดระวังมิให้พ่อมดเห็น มิฉะนั้น ก็จะถูกพ่อมดปากพล่อย สาปเอาง่าย ๆ

       ฝ่ายธนญชัยจัดการแต่งตัวเสียใหม่ โดยใช้ผ้าขาวผืนใหญ่ที่มีติดตัว มาห่มคลุมร่าง และรวบผมขึ้นไปเกล้าเป็นมวยราวกับนักพรตผู้ทรงวิทยาคุณแล้ว ก็ตรงไปยังกระท่อม พ่อมด แล้วเคาะประตูพร้อมกับพูดขึ้นว่า " ท่านที่ข้านับถือ นั่นท่านอยู่หรือเปล่าว ? "

       พ่อมดได้ยินเสียงร้องเรียกเช่นนั้น ก็แปลกใจด้วยไม่เคยได้ยินเสียง เช่นนี้มาก่อน จึงร้องถามไปว่า " ท่านเป็นใคร "

       " โอ ! นี่ท่านคงจะจำข้าที่เคยมาหาท่าน เมื่อสามเดือนก่อนไม่ได้ เสียแล้ว " นักพรตปลอมว่า " ไม่เป็นไรหรอกหากท่านจำไม่ได้ ก็เปิดประตูออกมาดูก็แล้วกัน "

       พ่อมดยิ่งสงสัยเป็นกำลัง จึงเปิดประตูออกไปดู เห็นร่างนักพรต ยืนอยู่หน้ากระท่อม ท่าทางเป็นผู้ทรงความรู้อย่างยิ่ง

       " ท่านคงนึกออกแล้วมิใช่หรือ ? " นักพรตปลอมชิงถามขึ้นก่อนที่อีก ฝ่ายจะพูดอะไร " ข้าเป็นนักบวชอยู่ที่ป่าหิมพานต์ เคยมาคุยกับท่านเมื่อสามเดือนก่อน รู้สึกเลื่อมใส ในอิทธิฤทธิ์อันยิ่งใหญ่ หาผู้ใดเสอมเหมือนมิได้ของท่าน วันนี้อยากมาชมอิทธิฤทธิ์อันยิ่งใหญ่ของท่าน นั้นอีก "

       โดนจุดนี้เข้า พ่อมดก็ยิ้มแก้มแทบปริ กล่าวตอบด้วยเสียงใสว่า " ขอเชิญเถอะ ท่านนักบวช ข้ายินดีเสนอให้ท่านชม...ทุกอย่าง ในโลกนี้ไม่มีใครจะมีฤทธิ์เลิศล้ำเกิน ข้าได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า "

       กล่าวจบ ก็รีบเชิญนักบวชเข้าไปภายในกระท่อม ธนญชัยพยา ยามหามุมนั่งให้ใกล้กับช่องที่พรานป่าคอยดักและแอบอยู่ เพื่อจะได้ประสานงานกันรวดเร็วทันท่วงที

       " ท่านอยากดูแบบไหนละก็ บอกข้ามาเถอะ " พ่อมดรีบพูดทันที " ข้าแสดงให้ท่านดูได้ทุกอย่าง "

       " ข้าอยากจะชมการแปลงกาย ด้วยเวทมนต์ของท่าน " ธนญชัย บอก " ท่านคงยินดีมิใช่หรือ ถ้าท่านแปลงกายเป็นนก "

       พ่อมดหัวเราะก้อง พลางตอบว่า " เรื่องนิดเดียวเท่านั้นเอง เอา ละ ข้าจะแปลงให้ท่านดูตามประสงค์เดี๋ยวนี้ " ว่าแล้วพ่อมดก็ร่ายมนต์ เพียงชั่วพริบตาเดียวร่างอัน น่าเกลียดน่ากลัวของแกก็กลายเป็นนกแก้วตัวสีเขียวปากแดงสวยงาม บินไปเกาะบนแคร่ไม้ไผ่ภาย ในกระท่อม

       ธนญชัยทำเป็นหัวเราะชอบใจ และกล่าวชมเชยพ่อมดเป็นการใหญ่ ว่า " แหม ! ท่านช่างเก่งเหลือเกิน มิเสียแรงที่ข้าอุตส่าห์ดั้นด้นมา "

       " แล้วท่านอยากจะดูอะไรอีกล่ะ ? " พ่อมดถามต่อไปด้วยความ กระหายอยากจะแสดงความเก่งกาจของตนให้ยิ่งขึ้นไปอีก

       " ข้าเกรงใจท่านอย่างที่สุด อย่าว่าข้ารบกวนท่านเลยนะ ข้าอยาก ดูท่านแปลงกายเป็นยักษ์บ้าง ? "

       " ก็ง่ายนิดเดียวเท่านั้นแหละ ? " พ่อมดกล่าวพร้อมกับร่ายมนต์ เพียงชั่วพริบตาเดียวร่างของพ่อมดก็กลายเป็นยักษ์หน้าตาดุร้ายน่ากลัวยิ่งนัก

       ธนญชัยแกล้งทำเป็นทะลึ่งลุกขึ้นด้วยความตกใจสุดขีด เห็นดังนั้น พ่อมดก็หัวเราะออกมาด้วยความขบขัน " ท่านนักบวช ! นั่นท่านกลัวข้าหรือนั่น ? "

       " กลัวซีท่าน " ธนญชัยทำเป็นเสียงสั่น " เพราะท่านแปลงเป็นยักษ์ ได้เหมือนจริงทุกกระเบียดนิ้วเช่นนี้ ใครเล่าจะไม่กลัว "

       พ่อมดหัวเราะ และพูดต่อไปว่า " ถ้างั้นแปลงเป็นสัตว์เล็ก ๆ ดีกว่า ท่านจะได้ไม่กลัว จะเอาอะไรดีละ ?

       ได้จังหวะ ธนญชัยเห็นสมคะเน จึงพูดขึ้นว่า " งูเขียวล่ะท่าน ท่านก็สามารถแปลงได้มิใช่หรือ ? "

       " ฮ่า ฮ่า ฮ่า...ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากเสียอีก " พ่อมดคุย " คอยสักประเดี๋ยว " ว่าแล้ว พ่อมดก็จัดแจงร่ายมนต์เช่นเคย เพียงพริบตาเดียว ร่างของพ่อมดก็ กลายเป็นงูเขียวไปอย่างง่ายดาย แถมยังเลื้อยไปรอบ ๆ ตามพื้นที่ธนญชัยนั่งอยู่ด้วย

       พรานป่าซึ่งคอยจ้องมองอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นพ่อมดกลายเป็น งูเขียว และพอได้รับสัญญาณจากธนญชัยเช่นนั้น ก็ปล่อยพังพอนเข้าใส่ พังพอนกับงูไม่ถูกกันมา ตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว พอเห็นกันก็กระโดดเข้าใส่ทันที พังพอนของพรานป่า ตรงเข้ากัดงูเขียว อย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ งูเขียวไม่ทันเตรียมตัวระวังภัยประการใด ก็ถูกพังพอนขย้ำคอ เอาตายคาที่

       พองูเขียวตาย ก็กลายเป็นพ่อมดนอนเหยียดยาวเลือดอาบตรง คอ และปราศจากลมหายใจอยู่ ณ ที่นั้น ธนญชัยรีบเอาเลือดที่คอพ่อมด ไปพรมร่างที่กลายเป็นหิน ของอำมาตย์เทพไททันที ไม่ทันถึงอึดใจ ร่างที่กลายเป็นหินก็กลับกลายมาเป็นคน มีเลือดเนื้อชีวิต วิญญาณอย่างเดิม อำมาตย์เทพไทตรงเข้าสวมกอดธนญชัยด้วยความดีใจ " ข้าก็บอกแล้วว่า คนมี สติปัญญาเช่นท่าน ต้องสามารถช่วยข้าได้แน่ ๆ " อำมาตย์พูดอย่างดีใจเป็นที่สุด " นี่มีอีกหลายชีวิต นะ ที่ต้องกลายเป็นหิน เพราะคำสาปของพ่อมดตนนี้ และบางทีอาจจะมีเจ้าหญิงของเรารวมอยู่ ด้วยก็ได้ "

       " เออ จริงซีนะ งั้นท่านช่วยกันค้นหาหน่อย " ธนญชัยตอบ พร้อมกับนำเอาเลือดที่คอพ่อมดไปพรมตามร่างหิน ซึ่งยืนเรียงรายอยู่ภายในกระท่อม ในไม่ช้าร่างหิน เหล่านั้นก็กลายเป็นคนดังเดิม ต่างก็พากันเข้ามากล่าวคำขอบคุณกับธนญชัยเป็นการใหญ่ ที่ช่วย ชีวิตพวกเขาไว้แล้วก็อำลาจากไป


ต่อจากนั้น ธนญชัยกับอำมาตย์และพรานป่า ก็ช่วยกันค้นหา ร่างหินที่ถูกสาป ซึ่งเขาทั้งสามเชื่อว่าเท่าที่ฟื้นคืนชีพมาแล้วนั้นยังไม่หมดแน่ โดยเฉพาะร่างของเจ้า หญิงกุหลาบยังไม่ปรากฏให้เห็นด้วย ก็พอดีเมื่อเดินไปทางข้างกระท่อมอีกด้านหนึ่ง ก็พบร่างหินของ หญิงผู้หนึ่งกำลังนอนอยู่บนขอนไม้

       " นี่ไง เจ้าหญิงของเรา ?" ธนญชัยร้องบอกอำมาตย์เทพไทด้วย เสียงอันดัง " ท่านอำมาตย์ช่วยรีบไปเอาเลือดของพ่อมดมาช่วยเธอเร็วเข้า "

       โดยไม่รอช้า อำมาตย์เทพไทรีบไปเอาเลือดพ่อมดมาทาบนร่าง ของเจ้าหญิง ฉับพลันทันใด ร่างหินของเจ้าหญิงก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ดังเดิม และผู้ที่ร้องออกมาด้วย ความดีใจก็คือธนญชัย " เจ้าหญิง !"

       เท่านั้นเอง เจ้าหญิงก็โผเข้ากอดธนญชัยด้วยความดีใจ พึมพำ ออกมาด้วยเสียงเครือว่า " หญิงดีใจเหลือเกิน ที่ท่านมาช่วยไว้ได้อีกครั้งหนึ่ง "

       " ข้าก็เช่นเดียวกัน เจ้าหญิง " ธนญชัยตอบ " ข้าช่วยชายผู้นั้น แล้ว กลับมาไม่พบเจ้าหญิง ก็วิ่งวุ่นติดตามทุกหนทุกแห่ง กระทั่งมาพบเจ้าหญิงที่นี่ "

       " มันเป็นความผิดของหญิงเอง ที่ทำให้ท่านต้องวุ่นวาย " เจ้าหญิง ว่า " ความจริงถ้าหญิงนั่งอยู่ตรงที่ท่านบอก ก็คงไม่ได้รับอันตรายอะไรแน่ แต่หญิงเห็นไก่ฟ้าตัวหนึ่ง สวยมากบินมาจับอยู่แถวนั้น จึงเข้าไปดูมันใกล้ ๆ ซึ่งพอมันเห็นหญิงมันก็ตกใจบินต่อไป หญิงก็วิ่งตาม ไป ๆ จนกระทั่งมาเห็นกระท่อมพ่อมดและรู้สึกเหนื่อย จึงแวะนั่งที่ขอนไม้นี่ ครั้นนั่งสักครู่ก็เผลอตัวนอน หลับหมดความรู้สึกไป กระทั่งท่านมาช่วยนี่แหละ "

       ธนญชัยนิ่งฟังเจ้าหญิงเล่าด้วยความเห็นใจ " ผู้หญิงก็อย่างนี้ทุกคน พอเห็นอะไรสวย ๆงาม ๆ ก็อดที่จะกระหายอยากดูอยากชมใกล้ ๆ ไม่ได้ แต่ช่างมันเถอะทุกอย่างมัน ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป และเจ้าหญิงก็ปลอดภัยแล้ว ลืมมันเสียดีกว่า...เออ ! เกือบลืมไป เจ้าหญิง คงจำอำมาตย์เทพไทไม่ได้กระมัง ? " ว่าพลางคลายแขนจากร่างแน่งน้อยของเจ้าหญิง หันมาทาง อำมาตย์เทพไท " คนนี้แหละ เจ้าหญิง...อำมาตย์เทพไทข้าราชบริพารของสมเด็จพ่อของเจ้าหญิงและ เป็นคน ๆเดียวกับที่ข้าช่วยไว้ "

       " อ๋อ ! ท่านเองหรอกหรือ ? " เจ้าหญิงย้อนถามอย่างตื่นเต้นดีใจ " ข้าจากเมืองมานาน จำท่านไม่ได้ถนัดนัก "

       "แต่ข้าจำองค์หญิงได้แม่นยำ พะย่ะค่ะ องค์หญิงหายสาปสูญไป ตั้งแต่คราวพระเจ้าเหนือหัวเสด็จประพาสป่า และก็ข้าได้รับพระโองการจากพระเจ้าเหนือหัวให้ติดตาม หาองค์หญิงด้วยคนหนึ่ง ซึ่งพวกข้าได้ค้นหาจนทั่วป่านี้ ครั้งแล้วครั้งเล่าก็ไม่พบองค์หญิง พะย่ะค่ะ "

       " ข้าถูกยักษ์จับไปขังไว้ในปราสาทใต้ดิน เคราะห์ดีที่ธนญชัยมา ช่วยไว้จึงรอดขึ้นมาได้ "

       " แหม ! ท่านช่างมีบุญคุณต่อพวกเราเหลือเกิน " อำมาตย์หันมา ทางธนญชัย " ทั้งองค์หญิงและข้า ล้วนแต่เป็นหนี้ชีวิตของท่าน...เอายังงี้ดีไหม ท่านเข้าไปในเมือง กับเรา องค์หญิงกับข้าจะทูลขอปูนบำเหน็จจากพระเจ้าเหนือหัวตอบแทนความดีของท่าน "

       " ไปซี ธนญชัย ท่านต้องไปกับเรา " เจ้าหญิงสนับสนุน " และ หญิงรับรองว่าเสด็จพ่อต้องโปรดท่านแน่ ๆ "

       เมื่อได้รับการชักชวน ไปรับบำเหน็ดรางวัลเช่นนั้น ครั้งแรก ธนญชัยก็อิดเอื้อนอยู่ แต่เมื่อถูกเจ้าหญิงรบเร้าขึ้นว่า " หากท่านไม่ต้องการบำเหน็ดรางวัล ก็ขอให้ไป ส่งข้าให้ถึงเมืองนรินทร์นครก่อนเถอะ "

       ดังนั้น ธนญชัยจึงตกลงไปด้วย และแล้ว...ทั้งหมดก็พากันมุ่งสู่ นรินทร์นครโดยทันที...ไม่ต้องสงสัยว่า พระเจ้านเรนทร์จะดีพระทัยสักเพียงใด เมื่อได้พระธิดาผู้ซึ่ง หายสาปสูญไปนับขวบปี ครั้นได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากเจ้าหญิงกุหลาบ และอำมาตย์เทพไทแล้วให้ รู้สึกชื่นชมสติปัญญาของธนญชัยเป็นอันมาก จึงพระราชทานบำเหน็จรางวัลแก่ธนญชัย พร้อมทั้งรับ สั่งขึ้นว่า " ท่านผู้มีปัญญา ข้าอยากจะชวนท่านรับราชการอยู่กับเราที่นี่ด้วย เราจะได้อาศัยสติปัญญา ของท่าน บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชนพลเมืองของเราต่อไป ท่านจะว่ายังไง ? "

       " เป็นพระมหากรุณาธิคุณ แก่ข้าอย่างหาที่สุดมิได้ พะย่ะค่ะ " ธนญชัยก้มลงกราบแทบพระบาท " ข้าขอถวายความจงรักภักดี แต่พระองค์ตราบกระทั่งชีวิตจะหา ไม่ พะย่ะค่ะ "

       " แหม ! นับเป็นโชคของเรามาก " พระราชาทรงสรวลก้องด้วย ความพอพระทัย " ข้าดีใจจริง ๆ ที่ท่านตกลงง่าย ๆ เช่นนี้ เอาละต่อนี้ไป ข้าขอแต่งตั้งให้ท่านเป็น อำมาตย์ประจำราชสำนักของข้า มีหน้าที่คอยเฝ้าถวายความคิดเห็นและปฏิบัติราชการอยู่กับข้า ตลอดไป "

       เป็นอันว่า ธนญชัยของเราได้เข้ารับราชการในนรินทร์นครพ้นจากความเป็นคนพเนจรมีความสุขสบายนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา......