สารพัดเทพและเทพีของชาวญี่ปุ่น
ประชาชนชาวญี่ปุ่นทั้งหลายทั่วไปนั้นยังมีวิญญาณและรวมถึงจิตใจที่เชื่อถือและยึดมั่น อยู่กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเทพเจ้าตลอดจนพิธีกรรมทางไสยศาตร์ต่าง ๆ อยู่อย่างจริงจัง มิเสื่อมคลาย ซึ่งบางครั้งเราอาจจะดูเหมือนขัดแย้งกับวิถีชีวิตซึ่งก้าวหน้าไปในทางวิทยาศาสตร์เป็น อย่างมากอย่างที่เรา ๆ ท่าน ๆ เคยได้รู้และได้เห็นของคนญี่ปุ่นในสมัยปัจจุบันนี้นะคะ...
คนญี่ปุ่นนั้นเชื่อว่าพวกเขาทุกคนเป็นลูกของพระอาทิตย์...การเกิดสารพัดเทพของชาวญี่ปุ่น และความเชื่อในเรื่องของการเกิดสุริยคราส และแม้ว่าจะเป็นตำนานที่เก่าแก่ แต่ก็เป็นเรื่อง ราวและสาระที่พวกเขาเชื่อดังที่เราจะนำมาเล่าสู่ให้กันฟังในครั้งนี้
คุนิ อูมิ (KUNI UMI )เมืองในทะเล
ญี่ปุ่น
เป็นประเทศที่มีตำนานเกี่ยวกับเทพเจ้ามากที่สุดในโลกก็ว่าได้ มีทั้งเทพที่ดี และเทพที่ ร้าย ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่หน้าแปลกเป็นอย่างมากเหมือนกัน โดยเฉพาะตรงที่ว่าแม้จะเป็นเทพที่ดีที่ให้ความกินดีอยู่ดี และความมั่งคั่งสมบูรณ์ แต่ในบางครั้งนั้นก็อาจที่จะทำให้คนทั่ว ๆ ไป ต้องใจหายใจคว่ำไปกับอิทธิฤทธิ์ของท่านนั้นได้ อยู่เหมือนกัน อย่างเช่นเรื่องราวของ
ซูซาโน่
ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ และยังเป็นทั้งเทพแห่งทะเล, พายุ และรวมทั้งฝนอีกด้วย ตามตำนานบอกมาว่า ที่เป็นเช่นนี้นั้น ก็เนื่องมาจากกำเนิดที่พิสดารของท่านนั่นเอง
ผู้ที่ให้กำเนิด
ซูซาโน่
ก็คือ
" อิซานากิ"
ปฐมเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น เทพทุกองค์ จะประจำอยู่บนเกาะใหญ่ ๆ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 8 เกาะ ซึ่งก็ล้วนแต่จะเป็นทายาทของท่านนั้นทั้งสิ้น
อิซานากิ มีพระชายาชื่อ " อิซานามิ " ซึ่งเสียชีวิต เพราะถูกไฟเผาทั้งเป็น หลังจากคลอดเทพแห่งอัคคี ทำให้อิซานากิ ทรงซึมเศร้าเพราะเสียพระทัยเป็นอย่างมาก ทรงกันแสงร่ำไห้คร่ำครวญด้วยความอาลัยพระชายา อันเป็นที่รัก และจากไปอย่างกระทันหัน จึงบันดาลให้หยดน้ำพระเนตรทุกหยดของพระองค์กลายเป็น " เทพ " ไป ทั้งหมดทั้งสิ้น
และด้วยความที่เสียใจจนเกิดความกริ้วโกรธา จึงทรงตัดเศียรของเทพอีคคีที่เพิ่งจะเกิดด้วยพระกรของพระองค์เอง ที่เป็นตัวเหตุที่ทำให้พระชนนีต้องสิ้นพระชนม์ สรุปได้ว่า เพราะลูกนั้นทำให้แม่ตาย พ่อจึงต้องตัดคอลูก และด้วยเพราะเหตุนี้นี่เองหยดเลือดที่กระเซ็นออกไปก็ได้กลายเป็นเทพที่ชั่วร้ายทั้งหลายทั้งสิ้นอีกด้วย และนี่ เองแหละที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ญี่ปุ่นมีทวยเทพมากมายเหลือเกินอย่างที่ว่า....
เมื่อ" อิซานามิ " พระชายาสิ้นพระชนม์ " อิซานากิ " ก็ไปประทับอยู่ที่นครใต้พิภพ จอมเทพ" อิซานากิ " ทรง ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ก็เราเป็นเทพผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมิใช่หรือ ทำไมจึงช่วยอิซานากิพระชายาไว้ไม่ได้
" เธอช่างสวยงามอย่างเหลือเกิน งามทั้งองค์ ผิวก็นวลละมุน ผมดำสนิท ตาสีหยกเป็นประกาย... เราต้องนำเธอกลับมาให้ได้ เราจะอยู่โดยปราศจากเธอไม่ได้ "
ทรงตรัสกับตัวเอง ดังนั้นอิซานากิจึงเสด็จออกเดินทางไปจากนครใต้พิภพในทันทีทันใด และทรงตรงไปเคาะประตูพระตำหนัก ที่อยู่ของพระชายา " อิซานามิ " ....ทรงตะโกนร้องเรียกด้วยเสียงอันดัง
"อิซานามิ ! นี่ฉัน-อิซานากิ ฉันมารับ เธอกลับบ้าน "
มีเสียงตอบมาจากด้านในว่า
" ให้ฉันอยู่ที่นี่เถอะ ฉันยังไม่พร้อมที่จะกลับไปหรอก ท่านลองไปถามเจ้าแห่งนครใต้พิภพดูสิ เขาจะบอกท่านเองแหละว่า เมื่อไหร่ฉันถึงจะออกไปจากที่นี่ได้ !
อิซานากิ ตะโกนก้องด้วยความโกรธ
" ไม่ต้องให้ใครมาบอก! ฉันคือจอมเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ใหญ่กว่าใคร ทั้งหมดอยู่แล้ว เธอต้องไปกับฉัน "
" ยังไปไม่ได้ "..." จะต้องไปเดี๋ยวนี้ ! "
อิซานากิ เคาะประตูเต็มแรงด้วยความโทษะ จนประตูเปิดออก และพระองค์ก็ทรงก้าวเข้าไปในด้านใน ในทันทีนั้นเลย โดยลืมตัวลืมนึกถึงอำนาจแห่งความตาย ซึ่งเป็นอำนาจหรืออานุภาพที่ไม่มีใครที่จะหลีก เลี่ยงไปได้ ภาพที่พระองค์ทรงเห็นในห้องนั้น มิใช่อิซานามิ ผู้เลอโฉมคนเดิมอีกต่อไปเสียแล้ว แต่เป็นซากศพ ที่เน่าเปื่อย..ส่วนที่เคยเป็นผิวอันนวลละมุนก็กลายเป็นหนังที่เน่าเปื่อยหุ้มกระดูก ดวงตาที่เคยวาววามกลับกลวงโบ๋ มีแต่หนอนไต่ยั้วเยี้ยอยู่ข้างใน
อิซานากิร้องด้วยความตกใจ และวิ่งถลากลับออกไปอย่างตื่นตระหนก วิ่ง วิ่ง และวิ่งอย่างไม่ยอมที่จะหยุดยั้ง จนกระทั่งไปถึงที่ทะเลและได้พุ่งตัวลงไปในน้ำนั้น ทรงเงียบหายไปพร้อมกับเสียงร้อง นั่นเลย ต่อมาร่างของ อิซานากิก็ได้ลอยขึ้นมาใหม่เหนือผิวทะเลสีครามที่สงบราบเรียบ คลื่นซัดเสื้อผ้าที่ม้วนพัน อยู่รอบตัวอย่างเบา ๆ ใบหน้าซีดเผือดและเฉยเมย มีน้ำใส ๆ ไหลออกจากปากและจมูก เหมือนกับว่าน้ำทั้ง มหาสมุทรได้ชำระล้างความกลัวต่าง ๆออกไปจนหมดสิ้นแล้ว และก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ คือ ความเย็นของน้ำ ทำให้ความทรงจำอันเลวร้ายที่พระองค์เพิ่งพบประสบมานั้นเลือนหายไปจนหมดสิ้น และเมื่อปีนขึ้นมาบนฝั่ง ได้อิซานากิ ก็จำภาพเหตุการณ์ในนครใต้พิภพ ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้อีกเลย..ว่ามาว่าอย่างนั้น
อาเมะ โนะ อิวะ โทบิร่า (ame no iwa tobira )สุริยุปราคา หรือ สุริยคราส ครั้งแรก ของโลกตามตำนานของญี่ปุ่น
" ซูซาโน่ "
ถือกำเนิดมาในตอนนั้นด้วย โดยได้ถือกำเนิดมาจากหยดน้ำที่ไหลออกมาจากจมูกของอิซานากิ พร้อม ๆ กับ
" อามาเตราซู "
ผู้เป็นเทพีแห่งสุริยา ที่เกิดจากตาข้างซ้ายของเทพผู้เป็นพระชนก คลื่นได้ซัด 2 พี่น้องออกไปจากร่างของอิซานากิ ดังนั้นเมื่อโผล่ขึ้นมาจากน้ำได้ พระชนกก็ขึ้นฝั่งและจากไปแล้ว...
" อามาเตราซู " เทพีแห่งสุริยา
ได้ขึ้นไปประทับที่บนสวรรค์เพื่อให้แสงสว่าง ให้ความอบอุ่นแก่ชาวโลก ส่วน
" ซูซาโน่ "
ซึ่งเป็นเทพที่มีอารมณ์ที่รุนแรง เพราะเป็นเทพแห่งพายุด้วย ตอนนั้นยังคงอยู่กับพระบิดา ผู้เป็นผู้ที่ให้กำเนิด แต่ส่วนมากก็มีปัญหาถกเถียงขัดแย้งกับพระบิดาอยู่แทบจะทุกโอกาส จนกระทั่งเทพอิซานากิ ผู้เป็นพระบิดามิอาจจะทนทานอยู่ได้ไหว จึงทรงสั่งให้ไปประจำอยู่ที่เมือง " อิซูโม่ " ซึ่งอยู่ทางใต้สุดของเกาะญี่ปุ่น
แต่ก่อนที่จะจากไป
" ซูซาโน่ "
ได้ขออนุญาติพระบิดาขึ้นไปอำลา" อามาเตราซู " เทพีแห่งสุริยาผู้เป็น น้องสาวที่บนสวรรค์เสียก่อน การขึ้นสวรรค์แบบเจ้าพายุของซูซาโน่ ก่อให้เกิดเสียงและแรงสั่นสะเทือนสนั่นหวั่นไหว ไปทั่วทั้งโลก อามาเตราซู เองก็ยังต้องตกใจเพราะไม่รู้ว่าพี่ชายของตนจะมาไม้ไหนคราวนี้นั่นเอง จึงรีบออกไปต้อนรับ พร้อม ๆกับได้ถือธนูประจำกายออกไปด้วย พอซูซาโน่ ไปถึง ก็เจอลูกธนูที่คมกริบจ่ออยู่ที่หน้าอกทันที
" ถอยไป"
อามาเตราซู เตือน
" อะไรกันนี่ ?..."
ซูซาโน่ อุทานออกมา
" พ่อผู้ยิ่งใหญ่เตะพี่ตกจากสวรรค์ แล้ว น้องสาวที่รัก ยังจะตรึงพี่ไว้กับก้อนเมฆด้วยอีกหรือนี่ ??"
" พี่มาที่นี่ทำไม"
" พี่มาเพื่อจะมาอำลา"
" ลา??"
ธนูของเธอยังคงจี้อยู่ตรงหน้าอกพี่ชายก่อนที่เธอจะพูดว่า
"แล้วทำไมฉันจะต้องเชื่อด้วย..."
" ก็เพราะพี่เป็นพี่ของเธอน่ะสิ ฟังให้ดีนะ เรา 2 คน เธอกับพี่ เราจะต้องช่วยกันสร้างเทพขึ้นมาอีก 8 องค์ เพื่อ ให้เป็นพยานให้กับเราทั้งสอง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เดี๋ยวนี้หรือในอนาคต เราจะยังเป็นพี่น้อง และเป็นมิตรกันตลอด ไป ลูก ๆ ของเราจะต้องเป็นผู้พิทักษ์รักษาญี่ปุ่น ทุกคนจะได้รู้ว่า เราทั้งสองคือผู้ให้กำเนิด และทุกคนคือลูกของ พวกเราทั้งนั้น เธอจะว่าอย่างไร??"
หัวใจของอามาเตราซู อ่อนลงในทันที เธอลดคันธนู และหยิบดาบของพี่ชาย หักเป็นสามท่อนใส่เข้าไปในปาก แล้วพ่นควันสีน้ำเงินออกมา และได้กลายเป็นเทพสาว ๆ ทั้งหมด 3 องค์
ซูซาโน่ ก็เอื้อมมือไปเด็จเพชร จากสร้อยคอของน้องสาวออกมา 5 เม็ด และใช้ฟันขบจนแตก กลายเป็นเทพหนุ่ม 5 พระ องค์ เทพทั้ง 8 ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวญี่ปุ่น จึงได้กำเนิดมาในครั้งนั้น ชาวญี่ปุ่นจึงถือว่าตัวเองคือลูกพระอาทิตย์ เพราะอามาเตราซู ก็คือ " พระสุริยเทพ " และวงกลมสีแดงบนพื้นขาว ซึ่งเป็นธงชาติของญี่ปุ่น ก็คือ ดวงอาทิตย์ อุทัยนั่นเอง....
ทั้งสองพี่-น้อง อำลาจากกันด้วยดี ซูซาโน่กลับลงมาด้วยอารมณ์ดีเป็นพิเศษ และฉลองความดีใจด้วยการแสดงออก ที่ออกจะรุนแรงเช่นเคย..การแสดงออกนั้น..แรกสุดเลย ก็บันดาลให้เกิดฝนฟ้าตกท่วมแผ่นดิน แล้วหัวเราะลั่นเป็นฟ้า คำราม วิ่งไปยิงม้าแก่ ๆ ตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นพาหนะของตนเอง กระชากหนังของมันออกมาเหมือนดึงผ้าปูโต๊ะ ออกจากโต๊ะ ด้วยความเร็ว แม้กระทั่งจาน และแก้วบนโต๊ะก็ยังไม่เคลื่อนที่ แล้วเหวี่ยงซากที่โชกเลือดของม้าที่ถูกถลกหนังขึ้นไปที่ บนฟ้า และก็เป็นการบังเอิญอย่างเหลือเกิน ที่ซากของม้าตัวนั้นเกิดไปหล่นที่บนหลังคาวิมานที่ประทับของอามาเตราซู เข้าให้พอดี ซากน่าสยดสยองนั้นทะลุหลังคาลงไปตกในห้องพักผ่อนที่อามาเตราซู กำลังนั่งเย็บผ้าอยู่กับพวกบริวาร เศษหลังคาตกแตกกระจายไปทั่วห้อง และเศษเนื้อของม้าก็หล่นโครมลงไปบนโต๊ะจักรเย็บผ้า ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของ ทุกคนที่อยู่ในห้องนั้น...อามาเตราซู ตกใจจนแทบจะสิ้นสติ จึงรีบวิ่งออกไปซ่อนตัวอยู่ที่ในถ้ำมืดแห่งหนึ่ง แล้วยัง ลากก้อนหินใหญ่มาปิดขวางทางเข้า ไม่ให้ใครตามเข้ามาได้ ถ้ำทั้งถ้ำจึงมืดมิด พร้อม ๆ กับที่โลกทั้งโลกก็ตกอยู่ ในความมืดไปด้วย เพราะเทพแห่งสุริยะแอบซ่อนพระองค์อยู่นั่นเอง....
สุริยุปราคา หรือ สุริยคราส ครั้งแรกของโลกจึงเกิดขึ้นตามตำนานของญี่ปุ่น
ซูซาโน่ ถูกเทพผู้เป็นพระบิดา ลงทัณฑ์สถานหนัก ถึงขนาดถูกตัดหนวดเครา ถูกถอดเล็บมือออกหมดด้วยคีม และได้โดนเนรเทศให้ไปอยู่ในดินแเดน ไกลในทันที
( และตรงนี้ก็ได้กำเนิดตำนานเกี่ยวกับเทพที่น่าติดตามและน่าอ่านขึ้นมาอีกหลายเรื่อง อย่างเช่น " โอโรจิ ไทจิ " และ " อินาบะ โนะ ชิโร่ยอุซางิ " แล้วเราจะนำมาเสนอให้อ่านกันเล่นในเวลาต่อไปนะคะ )
ปัญหาที่ตามมาคือ เทพองค์อื่น ๆ จะปล่อยให้โลกมืดแบบนี้ต่อไปไม่ได้ แต่ก็ไม่รู้วิธีที่จะพาอามาเตราซู ออกมาจาก ถ้ำได้อย่างไร เทพองค์หนึ่งเสนอให้ใช้วิธีการรุนแรง แต่ก็เกรงจะเกิดอันตรายต่ออามาเตราซู ด้วยพราะคิดว่าเธอน่าจะ ซ่อนตัวอยู่เพียงชั่วคราวพอให้หายตกใจเท่านั้น อีกองค์เสนอให้ติดสินบนด้วยซุปงูอร่อย ๆ แต่พอนึกถึงประสบการณ์ จากซากม้าตัวเหตุที่เธอได้เผชิญมาหยก ๆ ทำให้คิดว่าคงจะไม่ได้ผล ในที่สุดเทพองค์หนึ่ง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น " เทพ แห่งขุมทรัพย์แห่งปัญญา " ก็ได้เสนอวิธีการหนึ่งขึ้นมา และเทพทุกองค์ต่างก็เห็นด้วย เริ่มด้วยการช่วยกันปลูกต้น " ซูคากิ " ขึ้นที่บนเนินเขา บริเวณปากถ้ำ ประดับประดากิ่งด้วยเพชรนิลจินดา โบว์ริบบิ้นสีสวย ๆ และกระจกเล็ก ๆ เต็มไปหมด จากนั้นก็บรรเลงดนตรี ร้องเพลง และเต้นรำ เหมือนเป็นงานเฉลิมฉลองกันอย่างสนุกสนาน ในไม่ช้า เสียงเบา ๆ ก็ดังขึ้นที่ปากถ้ำ อามาเตราซู ได้ผลักก้อนหินและโผล่ศรีษะออกมาดูว่าได้เกิดอะไรขึ้น ก็ได้เห็นเทพ ทั้งหญิงและชายไม่ต่ำกว่า 800 องค์ กำลังร้องรำทำเพลงกันอยู่
" เกิดอะไรขึ้น ! "
เธอร้องถาม
" สวัสดี อามาเตราซู "
เทพองค์หนึ่งหันมายิ้มให้
" เราคิดว่าเธอจะปลีกตัวไปตลอดกาลเสียอีก "
อามาเตราซู เผยยิ้ม
" เลยมาฉลองแสดงความ ยินดีกันใช่ไหม ??ล่ะ " " เปล่า แต่เป็นเพราะเรามีเทพีองค์ใหม่ที่สวยงามกว่าเธอ และกำลังจะมารับตำแหน่งของเธอ ต่างหาก " " สวยกว่าฉันอย่างนั้นหรือ ?? "
ตาของอามาเตราซู เบิกกว้าง
" แล้วฉันจะเจอ...เจอเธอคนนั้นได้ที่ไหน?" " เธออยู่ที่นั่นไง "
อามาเตราซู จึงรีบผลักหินออกและลอดตัวออกมายืนที่ด้านนอก และขณะที่ก้าวออกมา 3 ก้าว ที่นั่น เธอก็ได้เห็นแสงสว่างจ้า มีเปลวเพลิงสีสดสวยอยู่ตรงกลาง เธอได้เห็นภาพของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีริบบิ้นนานาสี บินตามลมมาวนรอบ ๆ ตัว อามาเตราซูอยากเห็นภาพนั้นให้ชัดยิ่งขึ้น จึงก้าวออกไปข้างหน้าอีก 3 ก้าว นางก็ได้เห็น ภาพที่สดใสเจิดจ้ายิ่งขึ้น....
อามาเตราซู ยังไม่รู้ว่า ภาพที่เห็นนั้นคือตัวเธอเอง ที่สะท้อนจากกระจกเงา และจากเพชร พลอย ซึ่งแขวนอยู่ที่บนกิ่ง ซูคากิ เธอเผลอก้าวออกไปอีก 3 ก้าว และด้วยความไว เทพแห่งพลังงานก็ได้กระโดดออกไป กลิ้งก้อนหินและปิดปากถ้ำไว้เหมือนเดิม จากนั้นอามาเตราซู จึงได้รู้ว่าตัวเองถูกหลอกเข้าให้แล้ว ขณะที่ก้าวออกมา จากถ้ำ แสงสีทองจากร่างของอามาเตราซู ได้สะท้อนกลับสู่สวรรค์ ก่อให้เกิดความสว่าง ความอบอุ่น และความมีชีวิต กลับคืนมาสู่โลกอีกครั้งหนึ่ง ว่ามาอย่างนี้แหละ....อามาเตราซู ไม่ได้โกรธเพื่อน ๆ ชาวเทพที่รวมหัวกันแกล้ง แต่เธอโกรธ ตัวเองมากกว่า ที่หลงอิจฉาแม้กระทั่งภาพสะท้อนของตนหรือของตัวเอง ดังนั้นเธอจึงตกลงกลับไปทำหน้าที่ ที่บน สวรรค์เหมือนเดิม และสุริยคราสครั้งแรกก็ได้ยุติลง...
เป็นไงสนุกไหมค่ะเรื่องเกี่ยว ๆ กับเทพของญี่ปุ่นนี่น่ะ คราวต่อไปเราจะนำเสนอเรื่องของซูซาโน่ ตอนที่ได้ถูกเนรเทศให้ไปอยู่ในดินแเดนไกล ซึ่งมีชื่อว่า " โอโรจิ ไทจิ " (ตอน ซูซาโน่ ปราบพยามังกรค่ะ)