เดือน 4 | เมษายน วันเทศกาลชมดอกซากุระ

เทศกาลงานชมดอกซากุระของญี่ปุ่นนี้นับว่ามีชื่อ เสียงเป็นอย่างมากเท่าที่เราได้รู้กันมา เพราะนอกจากที่เราจะได้เห็นดอกซากุระที่สวย งามในงานแล้ว ยังจะได้เห็นพวกประชาชนพลเมืองต่าง ๆ ถืออาหารพร้อมด้วยเหล้ายาปลาปิ้ง ออกมาปูเสื่อทำการสังสรรกันอยู่ที่ใต้ต้นดอกซากุระที่กำลังออกดอกเบ่งบานสะพรั่งอยู่ทุกต้น ที่ในงานนั้น แล้วยังจะได้เห็นว่ามีการร้องรำทำเพลงกันอย่างครื้นเครงในหมู่ผู้คนให้ได้เห็นกัน อีกต่างหากเสียด้วย มองแล้วน่าสนุกดีนะคะ

แต่เมื่อสมัยก่อนนั้นเล่ากันมาว่า ในสมัย “นารา ” จะมีแค่เทศการงานชมดอกท้อกันเท่านั้น แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านมาถึงในสมัย” เฮอัน ” ก็เกิด เปลี่ยนแปลงกลายมาเป็นเทศกาลชมดอกซากุระไปโดยไม่มีสาเหตุ

ผู้สัดทัดกรณีที่ได้ศึกษาถึงต้นตอและที่มาของ เทศการชมดอกซากุระได้กล่าวไว้ว่า…แต่ดั้งเดิมทีเดียวนั้นเทศการงานชมดอกไม้หรือดอก ซากุระนี้ได้มีเริ่มต้นขึ้นมาจากการที่พวกชาวนาและชาวไร่ผู้ที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติ ทั้งหลายนั้น ซึ่งในทุก ๆ ปีก่อนที่จะลงกล้าใหม่หรือต้นข้าวออ่นที่ในไร่ พวกเขาจะต้องจัด ทำพิธีบวงสรวงและขอขมากับเจ้าที่เจ้าทางเสียก่อน พิธีบวงสรวงนี้มีชื่อเรียกกัน ว่า ” ซากุระโนะ ซาว่า ” ( เจ้าที่นาข้าว ) เพราะพวกชาวนาในสมัยก่อนนั้นเชื่อถือกันต่อ ๆ มา ว่าในที่ไหนที่มีต้นซากุระที่นั้นย่อมเป็นที่สิงสถิตของเจ้าที่เจ้าทาง ดังนั้นจึงเกิดการบูชา เจ้าที่ด้วยการปูเสื่อแล้ววางเครื่องเส้นบูชากันขึ้นไว้ที่ใต้ต้นซากุระทุกรายไป และในระหว่าง ที่พวกเขาทั้งหลายรอเวลาในกำหนดที่ให้เจ้าที่ได้กินเครื่องเส้นสังเวยอยู่นั้น จึงเป็นช่วงเวลาที่ว่าง มากพวกเขาทั้งหลายจึงพร้อมใจกันใช้เวลาเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ด้วยการที่จะไปนั่งรวม กลุ่มสังสรรและชมดอกซากุระไปด้วยในตัว ความเป็นมาว่าเป็นอย่างนี้นี่เอง ที่เป็นจุดหรือสาเหตุ ที่ทำให้เกิดการชมดอกไม้หรือดอกซากุระกันขึ้นมา และได้ทำสืบทอดกันต่อ ๆ มาจนมาถึงในปัจจุบันนี้นั่นเอง

เทศการการชมดอกซากุระที่ได้เกิดขึ้นมาในสมัย” เฮอัน ” ตามที่ได้เล่ามาในตอนต้นนั้น เล่ากันว่าจะกระทำกันก็แต่เฉพาะในหมู่ของพวกขุนนางชั้นสูงและพวกผู้ดีเก่า ๆ เท่านั้น ในทุก ๆ ปี ขณะที่ดอกซากุระกำลังเบ่งบานเต็มที่ในเดือน 4 ( เมษายน )ของทุก ๆ ปี ซึ่ง จะอยู่ในขณะที่เป็นช่วงของฤดูใบไม้ผลิซึ่งเป็นฤดูที่มีอากาศดีที่สุดในรอบปีคือจะไม่ร้อน และก็จะไม่หนาวโดยจะมีอุณหภูมิประมาณ15-20 องศา พวกขุนนางชั้นสูงกับพวกผู้ดีที่ว่า มานี้ ส่วนมากก็จะสนุกสนานและรื่นรมกับการชมดอกซากุระ และในช่วงนั้นพวกเขาก็จะ กำหนดให้มีงานการประกวดประขันการแต่งกลอนซึ่งมีชื่อเรียกว่า ” ไฮคุ ” เป็นการแต่งกลอนผสมสระซึ่งกลอนผสมสระ” ไฮคุ ” นี้ในปัจจุบันก็ยังคงมีใช้กันอยู่ตาม โรงเรียนต่าง ๆ ซึ่งจะยังมีการสอนวิธีการแต่งกลอนผสมสระ” ไฮคุ ” นี้กันอยู่

แต่แล้วไม่นานหลังจากนั้นเทศการชมดอกซากุระก็ได้ถูกนำมาทำเลียนแบบขึ้นโดยพวก ซามูไร,นักรบและพวกสนมกำนัลที่อยู่ในราชวังไปโดยปริยาย ว่ากันว่าพิธีการชมดอกซากุระ ในรุ่นนี้นั้นจะเป็นการนั่งรวมกลุ่มสังสรรรับประทานอาหารและรวมถึงการร้องรำทำเพลงกัน อย่างสนุกสนาน เรียกว่าการชมดอกซากุระในครั้งนี้นั้นดูเหมือนว่าจะเอิกเกริกและฟู่ฟ่าขึ้น อย่างมากจนมองดูผิดหูผิดตากับตอนแรก ๆ อย่างมากเลยทีเดียว

และภายหลังต่อมาเทศการชมดอกซากุระก็ได้แพร่กระจายออกมาสู่นอกเมือง และกระจายออก มาเรื่อย ๆ จนระบาดออกมาจนถึงในหมู่ของคนชั้นธรรมดาที่อยู่ในหมู่บ้านนอกเมือง ไกล ๆ อีกด้วย จะมีการตั้งกลุ่มสังสรรกันอย่างสนุกสนาน มีการรับประทานอาหารร้อง รำทำเพลงแล้วยังรวมถึงขนาดว่ามีการดื่มเหล้าสาเกเมามายกันอีกต่างหากอีกด้วย ซึ่งการกระทำ นั้นก็ดูเหมือนว่าคงจะคล้าย ๆ และคิดว่าคงไม่ต่างไปกับการกระทำของคนญี่ปุ่นในสมัยปัจจุบัน ที่พวกเราได้เห็นได้รู้กันมากที่สุดนั่นเอง….

ในหัวใจของชาวญี่ปุ่นนั้นเราอาจจะพูดได้ว่า พวกเขาทั้งหลายนั้นเป็นผู้ที่ชอบการชมดอกไม้มาก ที่สุดโลกก็ว่าได้เลยทีเดียว เพราะเท่าที่รู้มานั้นไม่ใช่แต่เพียงจะมีเทศการงานชมดอกซากุระ อย่างเดียวในประเทศญี่ปุ่น แต่จะมีเทศการชมดอกไม้หลายอย่างมากมาย อย่างเช่น เทศการ ” งานชมดอกเบญจมาส ” ” เทศการงานชมดอกซึซึชิ ” เทศการงาน” ชมดอกจักกุ นาเง ” ฯลฯ อีกมากมาย จัดว่าเป็นประเทศที่โรแมนติกดี..น่ารักไปอีกแบบว่าไหมคะ…

เดือน 5 | พฤษภาคม วันเด็กผู้ชาย

เดือน5..พฤษภาคม ดังโงะ โนะ เซะซึคุ (งานวันเด็กผู้ชาย ) ธรรมเนียมงานวันเด็กผู้ชายของญี่ปุ่นนี้ จะจัดขึ้นในวันที่ 5 เดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นเดือนที่ 5 ตามที่คนญี่ปุ่นเขานับกันในทุก ๆ ปี บรรดาครอบครัวที่สามารถให้กำเนิด บุตรชายขึ้นมาได้ จะกำหนดให้มีการจัดพิธีบูชา ตุ๊กตา ” ที่ใส่ชุดนักรบ ” หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ” โกะงัสสึ นิงเงียว ” ( แปลทับศัพท์ ว่าตุ๊กตาเดือนพฤษภาคม) และยังจะตั้งเสาปลาโค้ย ( สามตัวซึ่งมี พ่อปลา, แม่ปลาและลูกปลา ) ให้ขึ้นไปแหวกว่ายอยู่บนท้องฟ้าเพื่อแสดงความยินดี ( มีลักษณะคล้าย ๆ กับเสาธงชาติ ของบ้านเรา ) มีความหมายเพื่ออธิษฐานด้วยแรงใจขอให้บุตรชายที่รักมีสุขภาพแข็งแรงและสมบูรณ์ ไร้โรคภัยไข้เจ็บ เป็นการแสดงความรักและให้ความสำคัญกับบุตรชาย ซึ่งก็คล้าย ๆ กับ คนจีนที่มีความยินดีที่ได้บุตรชายมาดำรงค์ตระกูลอย่างหนึ่งที่ทำสืบเนื่องต่อ ๆ กันมาตั้ง แต่ครั้งสมัยโบราณ…

ธรรมเนียม ” ดังโงะ โนะ เซะซึคุ ” และในพิธีนี้ก็มีการเส้นไหว้ตุ๊กตาที่จะตั้งบูชาไว้ประมาณ หนึ่งเดือน ก่อนหน้าวันงานในวันที่5 ซึ่งเป็นวันเด็กผู้ชายของทุก ๆ ปี จะเส้นตุ๊กตาด้วยขนมหวานที่ มีชื่อว่า คาชิวา โม๊ตจิ และขนมจีมาคี ( เป็นขนมที่ทำมาจากข้าวเหนียว ยัดใส้ถั่วแดง และห่อด้านนอกด้วยใบของดอกซากุระ ) และในวันนี้ก็ยังจะมีการอาบน้ำให้กับเด็กผู้ชาย ด้วยการใส่ใบโชบุลงไปในอ่างน้ำด้วย (ต้นโชบุ เป็นต้นไม้ที่มีดอกสีม่วง จะมีใบที่มีรูปร่าง ยาวแหลมเรียวคล้าย ๆ กันกับดาบ..เชื่อกันว่าสำหรับมนุษย์นั้นเป็นเครื่องหมายแห่งความ เข็มแข็ง ซึ่งส่วนมากจะนำมาใช้ในการทำกรรมพิธี ต่าง ๆ ว่ากันว่าสำหรับพวกยักษ์และ ภูตผีปีศาจแล้วใบโชบุจะกลายเป็นเสมือนกับอาวุธเป็นเหมือนดาบที่คอยทิ่มแทงให้ได้รับ ความเจ็บปวด..ดังนั้นพวกยักษ์และภูตผีปีศาจจึงจะกลัวมาก และจะไม่กล้าย่างกลายเข้า ไปใกล้ต้นไม้ชนิดนี้เป็นอันขาดว่ากันมาว่าอย่างนี้แหละ )ว่ากันว่าตุ๊กตา ” โกะงัสสึ นิงเงียว ” นี้จะได้รับเฉพาะคนที่เป็นบุตรชายคนโตคนเดียว ( คนที่เป็นน้อง ๆ ต่อมาถ้ามีก็จะไม่ได้รับ ) และยังเล่าว่ายังมีเคล็ดในการจัดตั้งบูชาตุ๊กตาอีกด้วยว่า ตั้งก่อนวันงานได้หนึ่งเดือน และ เมื่องานจบใน 2-5 วันข้างหน้า จะต้องรีบเก็บในวันที่มีอากาศแจ่มใส ( ห้ามเก็บในวันที่มี ฝนตก ถือเคล็ดว่าเด็กอาจเจ็บป่วยได้ ) เหมือน ๆ กับพิธี( ฮินะ มาซึรี ของงานวันเด็กผู้หญิง ) เชื่อกันว่าถ้ามัวโอ้เอ่เก็บช้าไปแล้วละก็ เด็กคนนั้นอาจจะได้แต่งงานช้ากว่าคนอื่นหรือ บางทีอาจจะขึ้นคานไปเลยก็อาจที่จะเป็นได้ ว่ากันมาว่าอย่างนี้แหละ

ธรรมเนียม ” ดังโงะ โนะ เซะซึคุ ” เมื่อสมัยก่อนที่ประเทศจีนในวันที่ 5 เดือน 5 ( พฤษภาคม ) จะเป็นวันสำคัญวันหนึ่ง ในวันนี้ผู้คนจะไปเที่ยวเก็บใบต้นโชบุที่ส่วนมามักจะขึ้นอยู่ริมชายน้ำ ( สมัยนั้นที่จีน นับกันว่าเป็นต้นหญ้าชนิดหนึ่ง) พวกเขาจะนำเอาใบโชบุ ที่เก็บมานั้นมาดอง และใส่ลงไปในน้ำเหล้า ( โอสาเก ) จะนำมาใช้ดื่มกินกันเหมือนกับการแก้เคล็ดอาถรรย์ บางอย่าง เชื่อกันว่าถ้าได้ดื่มกินแล้วจะไม่เป็นโรคร้าย และจะไม่ประสบกับภัยร้ายต่าง ๆ ที่อาจจะมีเกิดขึ้นในภายภาคหน้าได้….ว่ากันว่าที่ประเทศจีนก็ให้ความสำคัญกับใบโชบุ มากอยู่เหมือนกัน

ส่วนที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นด้วยผู้คนเชื่อกันมาแต่โบราณแล้วว่า ใบโชบุเป็นใบไม้ที่มีพลัง และมีอาถรรย์บางอย่างเป็นพิเศษอยู่แล้วนั่นเอง ดังนั้นจึงเกิดเป็นเหมือนการเลียนแบบ จากประเทศจีนกันเกิดขึ้น ในวันที่ 5 เดือน 5 ( พฤษภาคม ) จึงได้มีการไปเก็บเอาใบต้น โชบุมาปัดหรือกวาดหลังคาหน้าบ้านบ้าง เอามาอาบน้ำให้เด็กบ้าง เพื่อเป็นเหมือนการปัด โรคร้าย และความไม่ดีต่าง ๆ ให้จางหายไปว่าอย่างนั้น

ต่อมาเมื่อมาถึงในสมัยที่ญี่ปุ่นได้มีนักรบและซามูไรนั้น พวกบุตรผู้ชายที่เกิดขึ้นมาในสมัยนั้น ทุกคนจึงจำเป็นที่จะต้องแข็งแกร่ง อ่อนแอไม่ได้และยังเชื่อกันว่าเด็กผู้ชายทุกคนนั้นมีพลังพิเศษ ที่จะแข็งแกร่งได้ ” โชบุ ” แปลตรงตามศัพท์ว่า ” แพ้-ชนะ ” หมายถึงการ ต่อสู้ ดังนั้นในวันที่ 5 เดือน 5 ( พฤษภาคม ) จึงได้มีธรรมเนียมวันเด็กผู้ชายเกิดขึ้นในเวลา ต่อมา พวกเขาปรารถนาด้วยแรงใจอธิษฐานขอให้บุตรชายที่รักของพวกเขา ได้มีสุขภาพที่ แข็งแรงสมบูรณ์ และไร้โรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ เป็นการแสดงความรักความยินดีและให้ความ สำคัญกับบุตรชายเป็นอย่างมากอย่างหนึ่ง

” รู้ไว้ใช่ว่า ” ปลาที่ติดอยู่บนเสาเหมือนแหวกว่ายอยู่บนท้องฟ้านั้นมีชื่อว่า ” ปลาโค้ยโนโบรี ” ( ปลาcarp)มีความหมายทำนองว่าให้เป็นเด็กที่เลี้ยงง่าย โตวันโตคืนและมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ เหมือนปลาโค้ยที่กำลังใช้ความสามารถและ พลังอันพิเศษของมันแหวกว่ายทวนน้ำเพื่ออยากที่จะขึ้นไปสู่ในที่สูง เพื่ออยากที่จะไป ใช้ชีวิตที่สุขสบายและหาแหล่งน้ำที่ใสสะอาดอยู่ที่ต้นน้ำที่บนสุดยอดสูงสุดของน้ำตก ตามนิสัยของปลาโค้ย( ปลาcarp)ที่แข็งแกร่งและชอบทำแบบนั้นอยู่เสมอนั่นเอง (ภาพทางด้านซ้าย )” หมวกคาบุโตะ ” เป็นหมวกของนักรบที่ใช้ในสมัยโบราณ (ภาพทางด้านขวา )” โชบุ ” ต้นโชบุที่ส่วนมามักจะขึ้นอยู่ริมชายน้ำ เชื่อกันว่าเป็นต้นไม้แก้เคล็ดอาถรรย์ได้ และยัง สามารถทำให้แข็งแกร่ง มีพลามัยสมบูรณ์ จะนำมาผสมน้ำแลัอาบให้กับเด็กปีละครั้ง เพื่อเป็นเหมือนการปัดโรคร้าย และความไม่ดีต่าง ๆ ให้จางหายไป

ตุ๊กตา ” โกะงัสสึ นิงเงียว ” เรียกว่า ” มุชานิงเงียว ” เป็นตุ๊กตารูปนักรบ แต่เดิมเมื่อสมัยก่อนเล่ากันว่า ส่วนมากจะสร้างมาจากการพันใบโชบุให้เป็นรูปตุ๊กตา แล้วนำมาตั้งอธิฐาน แต่ต่อได้กลายมาเป็นตุ๊กตาเหมือนที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้ ตั้ง แต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบยังไม่มีหลักฐานปรากฏ

เดือน 6 | มิถุนายน วันกลางฤดูร้อน

06-geshi

06-geshi

Minazuki [Minazuki] หากการแปลที่แท้จริงหมายถึง “เดือนแห่งความแห้งแล้ง” แต่เสียงของคำนี้ในสมัยโบราณมันเป็นเสียงของการอ่านจดหมายซึ่งหมายถึงเดือนที่น้ำท่วม อย่างไรก็ตาม Minazuki เป็นเดือนที่มีน้ำมาก ครั้งนี้เป็นเวลาที่ชาวนาสวดอ้อนวอนขอให้ฝนตกชุกเพื่อให้การปลูกข้าวมีประสิทธิภาพ

มิถุนายนเป็นเดือนที่ฝนตกตลอดทั้งเดือน พรม Shobu หรือ Iris, Ajisai หรือ Hydrangea ใบสีเขียวสดที่สวยงามอุณหภูมิโดยทั่วไปเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และอากาศเริ่มอบอุ่นและชื้น

วันที่ 1 มิถุนายนเป็นวันเปลี่ยนเสื้อผ้าตามฤดูกาล ผู้ที่ใส่ชุดเครื่องแบบจะเปลี่ยนเป็นชุดฤดูร้อน แต่วันนี้เพราะอากาศร้อนเร็วขึ้นกว่าเดิมทำให้บางแห่งเปลี่ยนเครื่องแบบตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม

ฝนที่ตกในเดือนนี้เรียกว่า [Tsuyu] และเพราะมันเป็นฝนที่ทำให้ลูกพลัมสุก บางครั้งเป็นที่รู้จักกันในชื่อฤดูฝน [Bsi-u] ดังนั้นคันจิของคำนี้บางครั้งก็บอกว่าบางครั้งซึซึอ่านว่า “บิว” ทางตอนเหนือของทะเลโอค็อตสค์ส่งผลกระทบ และความกดอากาศสูงในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ที่ก่อให้เกิดฤดูฝนกรมอุตุนิยมวิทยาจะประกาศ “เข้าสู่ฤดูฝน” เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ดูเหมือนยาวจากเหนือจรดใต้ ดังนั้นช่วงเวลาที่เข้าสู่ฤดูฝนในแต่ละภูมิภาคจะแตกต่างกัน แต่ไม่มีฤดูฝนในฮอกไกโด

แม้ว่ามันจะน่ารำคาญมาเป็นเวลานาน แต่ฝนซึยุนี้เป็นเหมือน “น้ำหวาน” สำหรับชาวญี่ปุ่นเพราะเป็นน้ำดื่มใช้น้ำและช่วยบำรุงพืชผลทางการเกษตร เกษตรกรจะปลูกข้าวในฤดูกาลนี้ พลัมสุกมีการปลูกเป็นไวน์พลัม หรือฉันเคยทำลูกพลัมดอง

ในหนึ่งปีจะมีวันที่ยาวที่สุดซึ่งเรียกว่า “Geshi” ซึ่งโดยทั่วไปจะตรงกับวันที่ 21 มิถุนายนของทุกปี ในโตเกียววันที่ยาวนานที่สุดของวันคือ 14 ชั่วโมง 35 นาทีนานกว่าโทจิ [โทจิ] วันที่มีคืนที่ยาวนานที่สุดในเดือนธันวาคมคือ 5 ชั่วโมง

นอกจากนี้ในเดือนมิถุนายนยังเป็นเดือนที่หน่วยงานราชการ บริษัท องค์กรและร้านค้าจ่ายโบนัส การจ่ายโบนัสมักจะจ่ายปีละสองครั้งโดยปกติจะอยู่ในเดือนมิถุนายนและธันวาคม ปัจจุบันโบนัสและเงินเดือนได้รับความนิยมอย่างมากผ่านบัญชีธนาคาร

เดือน 7 | กรกฎาคม วันทานาบาตะ

7 tanabata

7 tanabata

วันทานาบาตะ..คือวันแห่งความรักและความ สุขสมหวังของดวงดาว 2 ดวง ดวงแรกมีนามว่า “โอริ ฮิเมะ” และดวงที่สองมีนามว่า “ฮิโกโบชิ” ตามความ เชื่อของคนญี่ปุ่นที่ได้เล่ากันต่อ ๆกันมาว่า ดวงดาวสองดวงนี้ต้อง พลัดพราก จากกันโดยมีทางช้างเผือก หรือที่คนญี่ปุ่นสมัยโบราณตั้งชื่อให้ว่า “อามาโน่ คาวา”

ตามจินตนาการของคนสมัยโบราณจะมองเห็น ทางช้างเผือกที่มีดวงดาวนับร้อยนับพันดวงมารวมกันเป็นทางยาวนั้นเขามอง เห็นเป็นเหมือน แม่น้ำสายใหญ่และตั้งชื่อให้ว่า “อามาโน่ คาวา”ซึ่งแปลตาม ศัพท์ตรง ๆว่า” แม่น้ำแห่งสวรรค์” และแม่น้ำสายนี้เป็นแม่น้ำสายที่ขวางกั้น ดวงดาวสองดวงให้ต้องพลัดพรากจากกัน แต่ในทุก ๆ ปี ของวันที่ 7 เดือน 7 (กรกฏาคม) ซึ่งเป็นวันที่ทางช้างเผือกจะออกมาปรากฏบนท้องฟ้าของ ประเทศ ญี่ปุ่นให้ได้เห็นกันในทุก ๆปีนั้น..จะเป็นวันที่ดวงดาวสองดวงคือ “โอริ ฮิเมะ” กับ “ฮิโกโบชิ” จะได้มีโอกาสได้มาพบกันสมดังใจที่คิดถึงและปรารถนาของทั้งสอง

และในวันนี้ก็เป็นวันที่ให้กำเนิดพิธี “ทานาบาตะ” ขึ้นมาคนญี่ปุ่นจะเชื่อถือและเล่ากันต่อ ๆมาสู่ลูก ๆหลาน ๆว่า”ให้ไปตัดต้นไผ่ นำมาปักไว้ในรั้ว บ้าน และให้เขียนคำอธิษฐานใส่กระดาษ นำไปผูกไว้ที่ต้นไผ่ที่ ตัดมา แล้วคำอธิษฐานอันนั้นก็อาจ จะได้ผลสมประสงค์สมดังใจปรารถนาเหมือน ๆ กับ”โอริ ฮิเมะ” และ “ฮิโกโบชิ”ที่ได้สมหวัง และได้พบกันในวันนั้น..

ทำไมคนญี่ปุ่นต้องอธิษฐานขอพรในวันนั้นกันหรือ ? แล้วทำไมจะต้องเอากระดาษคำอธิษฐานไปผูกติดไว้ที่ต้นไผ่ด้วยล่ะ ?

เมื่อสมัยก่อนในวันที่ 7 เดือน 7 (กรกฏาคม) ของทุก ๆ ปีนั้น จะเป็นวันที่คนญี่ปุ่นจะมีพิธีบูชา ” พระแม่คงคา ” หรือมีชื่อเฉพาะอีกอย่างว่า ” ทานาบาตะซึเมะ ” ซึ่งในวันนี้พวกผู้หญิงจะทำการทอผ้า และจะนำไปบวงสรวงหรือเซ่นไหว้ ให้กับแม่คงคา เพื่ออธิษฐานขอให้พระแม่คงคาช่วยคุ้มครองอย่าให้เกิดหรือมีทุพภิกขภัยใด ๆ เกิดกับครอบครัวของพวกเธอในภายภาคหน้ากัน…

พิธีการและธรรมเนียมการอธิษฐานขอพรทำนองนี้ ก็เกิดมีที่ประเทศจีนเหมือนกันชื่อ ” โฮชิ มาซึรี (เทศกาลขอพรจากดวงดาว) ” จะทำขึ้นในวันที่ 7 เดือน 7 (กรกฏาคม)ของทุก ๆ ปีเหมือนกับญี่ปุ่น จุดประสงค์ก็คล้าย ๆ กัน จะมีแตกต่างก็นิด หน่อย คือในวันนี้พวกผู้หญิงที่ประเทศจีนจะทำการอธิษฐานขอพรจากดวงดาวเพื่อขอให้ตนนั้น ทำการทอผ้าและเย็บผ้าร้อยเข็มได้เก่ง ๆ กัน…

เล่ากันต่อ ๆ มาว่าพิธีการและธรรมเนียมการ อธิษฐานขอพร” โฮชิ มาซึรี (เทศการขอพรจากดวงดาว) ” ของจีนนี้ ได้ตกทอดมาถึงญี่ปุ่นด้วย และรวมถึงว่าที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นก็ได้พอดีมีพิธีบูชา ” พระแม่คงคา(ทานาบาตะซึเมะ) ” ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่คล้าย ๆ กันอยู่ ดังนั้นในเวลาต่อมาประมาณในสมัยเอโดะพวกประชาชน พลเมืองทั้งหลาย จึงกำหนดให้มีธรรมเนียมการขอพรจากดวงดาวกันขึ้นมา ด้วยการเขียนคำ อธิษฐานขอพรที่ตัวเองต้องการใส่ลงไปในกระดาษแล้วจะนำไปผูกติดไว้ที่ต้นไผ่นั้นได้กำเนิด เกิดขึ้นและได้ทำสืบเนื่องต่อ ๆ กันมาจนปัจจุบันนี้นั่นเอง ..

ผู้เขียนคิดว่า เรื่องราวของความ รักแห่งทาง ช้างเผือกนี้ก็ Romantic ดีนะคะ จึงขอนำเรื่องราว และเหตุที่ เป็นที่มาของพิธี “ทานาบาตะ” มา เล่าสู่กันฟังค่ะ..มาเรามาเริ่มเรื่องกันเลยทีนี้…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วที่ฝั่งแม่น้ำด้านเหนือ ของ “อามาโน่ คาวา(ทางช้างเผือก)” บนสวรรค์มีลูกสาวของเทพผู้ครองสวรรค์ นางหนึ่งชื่อว่า “โอริ ฮิเมะ” นางสวยงามและขยันขันแข็งทำงานตัวเป็นเกลียว ไม่ยอมหยุด งานของ “โอริ ฮิเมะ” เป็น หน้าที่ประจำคือ “การทอผ้า” และผ้าที่ “โอริ ฮิเมะ” ทอนั้นก็สวยงามประณีตเป็นที่พึงพอใจของ หมู่เหล่าทวยเทพทั้ง หลายทุกถ้วนหน้า

และการที่ผ้าที่”โอริ ฮิเมะ”ทอแล้วเป็นที่พึงพอใจ ของหมู่ทวยเทพทั้งหลายนั้น จึงทำให้”โอริ ฮิเมะ” ต้องทอผ้าอยู่ตลอดวันตลอดคืน แต่นางก็ขยัน ขันแข็งไม่เคยหยุดงานทอผ้าของนางเลย..ความที่นางไม่เคยหยุดพัก ผ่อน..

จึงเป็นเพราะการนี้ เทพผู้ครองสวรรค์ผู้เป็นบิดาก็ ให้เป็นห่วงและสงสารธิดามากจึงคิดที่จะให้นางได้มีคู่ครองนางจะได้มีความสุขเล็ก ๆน้อย ๆ บ้าง เทพผู้เป็นบิดาจึงประกาศหาคู่ให้กับ”โอริ ฮิเมะ” แล้วการเลือกคู่ของ”โอริ ฮิเมะ”ก็บังเกิด ขึ้น นาง ถูกตาต้องใจชายหนุ่มที่ชื่อ “ฮิโกโบชิ”มาก ชายหนุ่ม ผู้นี้เป็นคนเลี้ยงวัวอยู่ฝั่ง ด้านใต้ ของ “อามาโน่ คาวา (ทางช้างเผือก)” “ฮิโกโบชิ”เป็นชายหนุ่มที่ขยัน ขันแข็งไม่แพ้ไปจาก”โอริ ฮิเมะ” และที่สำคัญคือชายหนุ่มร่างกายกำยำและ สง่างามเป็นที่สุด..

“โอริ ฮิเมะ” ถูกตาต้องใจและลุ่มหลงชายหนุ่ม “ฮิโกโบชิ”เป็นอันมาก..”ฮิโกโบชิ”ก็ดูจะถูกใจในตัว”โอริ ฮิเมะ”เหมือนกัน เทพผู้เป็นบิดา เห็น ว่าทั้งสองถูกตาต้องใจกันอย่างนั้น จึงจัดการให้ทั้งสอง ได้แต่งงานกันสมดังใจปรารถนา..

ตามเนื้อเรื่องทุกอย่างฟังแล้วดูเหมือนจะ มีความสุข.. แต่ตรงนี้ก็เกิดปัญหาขึ้นมาเข้าจนได้เพราะเมื่อ “โอริ ฮิเมะ”กับ”ฮิโกโบชิ”ได้แต่งงานกันแล้ว “โอริ ฮิเมะ”ก็ไม่ยอมทำงานทอผ้า ของนางอย่างแต่ก่อน..ทั้งสองจะออกไปเที่ยวด้วยกันทุกวัน ทุกคืน “โอริ ฮิเมะ” มีความสุขมากและลุ่มหลง”ฮิโกโบชิ”จนเหลือคนานับลุ่มหลงจนลืมหน้าที่ และ งานประจำของนาง…ใหม่ ๆเทพผู้เป็นบิดา ก็ให้อภัยมาตลอด

แต่ยิ่งนานวันเข้า “โอริ ฮิเมะ” ก็ยิ่งหลงระเริงไปกับ ความรักจนลืมหมดทุกสิ่งทุกอย่างเอาแต่ออก ไปเที่ยวกับ”ฮิโกโบชิ” หนักเข้าเทพผู้บิดาจึงเกิด พิโรธจึงลงอาญาสาปให้ทั้ง สองแยกจากกันไปคนละทิศ ” ต่อจากนี้ให้แยกเจ้าทั้งสองไปอยู่คน ละฝากฝั่งของ “อามาโน่ คาวา(ทางช้างเผือก)” ให้แยกจากกันไปอยู่แต่คนละทิศ แต่บัดนี้ ”

เมื่อ”ฮิโกโบชิ” โดนแยกจากไปแล้ว “โอริ ฮิเมะ” ก็ให้เป็นโศกเศร้าอาดูรที่ต้องพรัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักนางร่ำอาลัย “ฮิโกโบชิ”ผู้เป็นสามีสุด ที่รัก จนน้ำตาแทบจะเป็นสายเลือด เทพผู้เป็นบิดาเฝ้ามองความเศร้าโศกของนางทุกวันทุกคืน.. เทพผู้เป็นบิดาเห็นอาการ ของนางร้ายแรงแบบนั้นก็ให้เป็นสงสารนางอย่างสุดที่จะทนอยู่ได้ จึงบอก อนุญาตนางว่า “ในทุก ๆปีให้นางข้าม อามาโน่คาวา(ทางช้างเผือก)ไปพบ “ฮิโกโบชิ” ได้หนึ่งครั้ง แล้ววันนั้นก็คือวันที่ 7 เดือน 7 (กรกฏาคม)ของทุก ๆปี

แล้วจากนั้นมา…ทั้งสองจึงได้เกิดมีความหวัง ว่าจะ ได้พบกันถึงแม้ว่าจะเป็น หนึ่งปีหนึ่งครั้งก็ตาม”โอริ ฮิเมะ”จึงกลับมา ขยันขันแข็งตั้งหน้าตั้งตา ทำงานทอผ้าของนางต่อเหมือนเดิม..

และในทุก ๆปี ของวันที่”อามาโน่ คาวา(ทาง ช้างผือก) จะ ออกมาปรากฏบนท้องฟ้านั้น ก็เป็นอันว่า “โอริ ฮิเมะ”และ”ฮิโกโบชิ” ก็จะได้มาพบกันสมดังใจ ปรารถนา..ค่ะ..จบแล้วสำหรับเนื้อเรื่องความเป็นมา Romantic ดีไหมค่ะ..ที่มาของ”ความรักแห่ง ทางช้างเผือก ”

ภาพท้องฟ้าในคืน วันที่ 7 เดือน 7 (กรกฏาคม)ของทุก ๆปี

“อามาโน่ คาวา (ทางช้างเผือก)” เราจะเห็นว่ามีดาว 2 ดวง อยู่กันคนละฝั่งจริง ๆดวงดาว”โอริ ฮิเมะ”จะอยู่ทางด้านเหนือของ “อามาโน่ คาวา (ทางช้างเผือก)”

ดวงดาว “ฮิโกโบชิ” จะอยู่ทางด้านใต้ของ “อามาโน่ คาวา (ทางช้างเผือก)”ส่อง แสงสว่างสง่างามเป็นที่สุด..

เดือน 8 | สิงหาคม วันเชิญวิญญาณโอบ้ง

obon

obon

“โอบ้ง ” นับว่าเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ สำคัญ จนไม่อาจที่จะขาดไปได้ของชาวญี่ปุ่นเลยทีเดียว ทุก ๆ ปี ในเดือน 8 ( สิงหาคม ) นั้นเดือนนี้จะเป็นเดือนที่ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษจะได้รับอนุญาติให้กลับมาเยี่ยมเยือนญาติ พี่น้องและลูกหลานได้อย่างอิสระ คนญี่ปุ่นในทุกบ้านเรือนจะจัดสำรับกับข้าวพร้อมทั้งอาหาร คาวหวานและดอกไม้ขึ้นตั้งให้ไว้บนหิ้งหรือตู้ของบรรพบุรุษซึ่งมีชื่อเฉพาะว่า ” บุสึดัง ” เพื่อตอนรับ ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษของตน จุดประสงค์ก็เพื่อให้ได้พักผ่อน,ได้กินอยู่อย่างอิ่มหนำสำราญ และจะมี กำหนดระยะเวลาที่จะอนุญาติให้ดวงวิญญาณเหล่านี้อยู่ที่บ้านได้นานถึงเกือบหนึ่งเดือน แล้วจากนั้นถึงจะนำกลับไปส่งยังที่สุสานอย่างเดิม ซึ่งเป็นอันว่าเป็นการเสร็จพิธีการหรือจบการ ไหว้ในวัน”โอบ้ง ”

ที่มาหรือต้นตอของธรรมเนียมของ”โอบ่ง ” นั้น เล่ากันต่อ ๆ มาว่า…เมื่อกาลก่อนเนิ่นนานที่ผ่านมา ในสมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่เหนือผู้ใดทั้งปวงในโลก…มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ได้มีบุรุษชื่อ ” โมคุเรน ” เป็น กำพร้ามารดาได้เสียชีวิตมานานหลายปี อยู่ต่อมาเขาเกิดศรัทธาในพระพุทธศาสนาจึงได้ออกบวช เป็นพระภิกษุ ทำการเพียรจิตสมาธิจนกระทั่งสามารถได้เห็นนรกและสวรรค์

ในครั้งหนึ่ง ” พระโมคุเรน ” ขณะที่ไปท่องอยู่ที่ใน นรกภูมิก็เกิดได้ไปพบและได้เห็นว่ามารดาของตนนั้น ต้องทนทุกขเวทนาอด ๆ อยากๆ อยู่ที่นั่น ท่านมีจิตเวทนา และนึกสงสารในผลกรรมอันแสนที่จะทารุณอันไม่จบสิ้นของมารดาเป็นอย่างมาก

วันหนึ่ง” พระโมคุเรน ” ได้มีโอกาศได้ไปเข้าเฝ้า พระพุทธเจ้า เมื่อมีโอกาสจึงได้เล่าเรื่องราวที่ท่านไปเห็นมารดาที่ในนรกภูมิมา และยังกราบทูล ถามว่าจะทำอย่างไรจึงจะสามารถที่จะช่วยหรือแบ่งเบาให้มารดาของตนนั้นคลายจากทุกขเวทนานี้เสียได้… พระพุทธเจ้าได้ทรงสดับรับฟังแล้วตรัสกับ” พระโมคุเรน ” ว่า ” ดูกรโมคุเรน ไม่ใช่ว่าจะคิด ช่วยแต่เฉพาะคนคนเดียว…ไม่ใช่ว่าจะคิดช่วยแต่แค่มารดาของตนแต่เพียงอย่างเดียว…จงคิดช่วย ไปถึงบุคคลอื่น ๆ ทุกคนที่ได้ตายไปครั้งก่อน ๆ ที่ไม่ใช่ญาติของเราก็ตาม…ท่านจงอุทิศส่วน กุศลและแผ่เมตตาให้กับเขาเหล่านั้นทุกคนเสียด้วย…”

เรื่องราวของพระโมคุเรนนี้ จึงทำให้เกิดธรรมเนียม”โอบ่ง ” ขึ้นในกาลเวลาต่อมา…ซึ่งก็มีจุดมุ่งหมายถึงการทำการต้อนรับ ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วให้กลับมาพักผ่อนที่บ้านได้และให้ได้กินอย่างอิ่มหนำ สำราญ พิธีการต้อนรับดวงวิญญาณนั้นก็จะมีการจุดไฟเพื่อรับดวงวิญญาณกันที่ท่าน้ำบ้าง, ที่หน้า บ้านของตนบ้าง, หรือไปรับกลับมาโดยตรงจากสุสานของตระกูลก็มี เป็นธรรมเนียมที่กระทำ กันต่อ ๆ มาจนถึงปัจจุบันนี้

“โอบ่งมาซึรี ” เป็นงานเลี้ยงฉลองต้อนรับดวง วิญญาณของบรรพบุรุษเพื่อให้เกิดความครื้นเครงรื่นรมย์หรรษาในขณะที่ได้กลับมาที่บ้าน ของตน งานจะเป็นเหมือนหรือคล้าย ๆ กับงานวัดของไทยเราดี ๆ นี่เองนั่นแหละ ด้วยจะมี การตีกลอง และจะเต้นรำไปรอบ ๆ ชั้นที่สร้างเป็นห้างอยู่กลางงานเด็ก ๆ และผู้ใหญ่ก็จะ ใส่ชุด ” ยูกาตะ” ( ชุดกิโมโนหน้าร้อน ) ในงานจะมีเสียงเพลงบรรเลงอยู่ตลอดเวลาสร้าง บรรยากาศให้สนุกสนานและครื้นเครงได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว งานนี้จะมีกำหนดระยะเวลา ถึงเกือบหนึ่งเดือนเต็ม ๆ แต่จะจัดสลับกันไปในหลาย ๆ ที่ จนทั่วทั้งเมือง และในหนึ่งงานนั้น จะจัดกันประมาณ 3-4 วันเป็นอย่างน้อย

” โชเรียวอุมะ ” จะเป็นชื่อของมะเขือม่วง และ แตงกวา ที่ได้ใช้ตะเกียบหรือไม้ไผ่นำมาเหลาให้เล็ก ๆ แล้วนำไปเสียบให้เป็นขาสี่ขา สันนิษฐานตามความเชื่อถือกันมาแต่สมัยโบราณว่า “มะเขือม่วงนั้น”เปรียบเป็น ” ม้า ” และ “แตงกวา”ก็จะเปรียบเป็น ” วัว ” เชื่อกันว่าวิญญาณหรือผีของญี่ปุ่นนั้นจะไม่มีขา ว่ากันว่าเมื่อตายลงไปก็จะโดนตัดขาทิ้งเสียนั่นเอง ดังนั้นวิญญาณเหล่านี้จึงจะต้องมีหรือจะต้อง ใช้สิ่งสองสิ่งนี้เป็นที่นั่งและที่วางสัมพาระต่าง ๆ ของตนบรรทุกกลับมาสู่บ้านนั่นเอง

“มุไคเอฮี” เป็นการก่อกองไฟหรือจุดคบ ไฟมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษที่ได้กลับมานั้นได้เดินทางสะดวกทั้งขามาและ กลับ เพื่อไม่ให้หลงทางไปทางไหน….ตัวอย่างที่เห็นในรูปนั้น เป็นการก่อคบไฟให้เป็นรูปตัว อักษรของคำว่า “ได” ซึ่งจะกระทำขึ้นทุก ๆ ปีที่วัด “ไดม่อนจี่ซามะ” ซึ่งเป็นวัดที่ มีชื่อเสียงของเมืองโอซาก้า เป็นคบไฟที่แสดงเตรื่องหมายของการรับกลับและไฟของการส่ง วิญญาณ ซึ่งธรรมเนียมการจุดคบไฟของวัดนี้ได้กระทำสืบเนื่องกันติดต่อกันมาตั้งแต่ในสมัย เอโดะ เป็นการก่อคบไฟบนภูเขาที่มีชื่อเสียงมากค่ะ

เดือน 9 | กันยายน วันแบ่งฤดูใบไม้ร่วง

Shubun no hi

Shubun no hi

Natsuki [Nagatsuki] หมายถึง “long month” หรือ “long moon” กวีส่วนใหญ่จะชื่นชมความงามของดวงจันทร์ที่สดใสในช่วงกลางคืนอันยาวนาน

เมื่อปิดเทอมฤดูร้อนที่ยาวนานโรงเรียนส่วนใหญ่เริ่มไตรมาสที่สอง ตั้งแต่เดือนกันยายน

ภาคเรียนที่สองเป็นภาคกลางของปีการศึกษาซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีกิจกรรมประจำปีมากมายเช่นการแข่งขันกีฬากิจกรรมของโรงเรียนเป็นต้น

วันที่ 1 กันยายน เป็นวัน [Bosai no hi] sinohi หรือวันป้องกันภัยพิบัติ จะมีการฝึกซ้อมที่โรงเรียน สำนักงานเขต บริษัท และสถานที่ต่างๆทั่วประเทศเพื่อป้องกันเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเช่นแผ่นดินไหวครั้งใหญ่คันโตเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2466

นอกจากนี้เดือนกันยายนยังเป็นเดือนที่มีพายุไต้ฝุ่น เนื่องจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นทำให้ต้นไม้ล้มลงพืชผลทางการเกษตรเสียหาย น้ำท่วม E เมื่อพายุไต้ฝุ่นขนาดใหญ่เข้าหาญี่ปุ่นจะมีรายงานความแรงลมความเร็วลมฝนและรายละเอียดอื่น ๆ ของพายุไต้ฝุ่นทางโทรทัศน์และวิทยุตลอดทั้งวัน

ครึ่งแรกของเดือนกันยายนความกดดันในมหาสมุทรแปซิฟิกยังคงสูงในช่วงปลายฤดูร้อน อากาศยังร้อนอยู่ หลังจากผ่านตอนกลางของเดือนอุณหภูมิในตอนเช้าและตอนบ่ายจะลดลง อากาศเริ่มดูเหมือนอากาศในฤดูใบไม้ร่วงมากขึ้น ในญี่ปุ่นตอนกลางคืนในฤดูใบไม้ร่วงชาวญี่ปุ่นจะเพลิดเพลินกับเสียงเพลงที่ไพเราะของตั๊กแตนตั๊กแตนและแมลงอื่น ๆ

พระจันทร์เต็มดวงในเดือนกันยายนเรียกว่า Chushu no meigetsu ญี่ปุ่นได้เพลิดเพลินกับดวงจันทร์มาตั้งแต่สมัยโบราณ ช่วงเวลานี้ถือว่าเป็นเดือนที่สวยงามที่สุดในหนึ่งปีประเพณีของการได้เห็นดวงจันทร์คือการถวายขนมไหว้พระจันทร์ดอกอะซึกิองุ่นเกาลัดและผลไม้ตามฤดูกาลอื่น ๆ แต่เพราะวันนี้มีอาคารสูงและคฤหาสน์ที่ซ่อนดวงจันทร์และวิถีชีวิตที่วุ่นวายทำให้ผู้ชมน้อยลง

วันที่ 15 กันยายน คือ Keroro no Hi [Keiro no hello] เป็นวันที่แสดงความเคารพต่อผู้สูงอายุ

วันที่ 23 กันยายน คือ Shubun noi [Shubun no hi = วันหยุดฤดูใบไม้ร่วง กลางวันและกลางคืนมีระยะเวลาเท่ากัน] ในช่วง 7 วันซึ่งเป็นช่วงกลางของฤดูญี่ปุ่นจะเคารพสุสานของบรรพบุรุษเหมือนกับในฤดูใบไม้ผลิ เกี่ยวกับสื่อ

เดือน 10 | ตุลาคม วันกีฬาเพื่อสุขภาพ

Taiikunohi

Taiikunohi

ตุลาคมในปฏิทินจันทรคติบ่งบอกว่าเหล่าเทพเจ้าทั้งหมดในญี่ปุ่นจะมาพบกันที่อิซุโมะในเวลา [ชิมาเนะ] เพื่อตัดสินใจคู่มนุษย์ อย่าสร้างเทพเจ้าในศาลเจ้าผู้คนเรียก “Kannazuki” ในเดือนตุลาคมซึ่งแปลว่า “เดือนปราศจากพระเจ้า” แต่ Izumo [Izumo] จะเรียกเดือนนี้ว่า Kamiarizuki [Kamiarizuki] ซึ่งแปลว่า “เดือนแห่งพระเจ้า”

วันที่ 1 Koromogae [Koromogae] วันที่เปลี่ยนเสื้อผ้าตามฤดูกาล

วันจันทร์ที่ 2 ของเดือน Tai Ikunohi [Taiikunohi] วันกีฬาเพื่อสุขภาพ

วันที่ 1 ตุลาคมเป็นวันเปลี่ยนเสื้อผ้า เริ่มตั้งแต่วันนี้ผู้คนจะเปลี่ยนจากชุดฤดูร้อนเป็นชุดฤดูหนาว และตั้งแต่วันแรกจะมีการบริจาคเพื่อการกุศลขายขนสีแดงที่เรียกว่า Akai hanekyo dobokin [Akai hane kyodo bokin] อาสาสมัครและนักเรียนจะได้รับเงินบริจาค ที่สถานีรถไฟเมื่อผู้บริจาคบริจาคเงินในกล่องบริจาคพวกเขาจะได้รับปากกาสีแดงที่หน้าอก

วันจันทร์ที่ 2 ของเดือนตุลาคมเป็นวันกีฬาที่ดีต่อสุขภาพเมื่อการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่โตเกียวจัดขึ้นในวันที่ 10 ตุลาคม 2507 และเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ดังนั้นทำให้วันสนุกกับการเล่นอนุบาล โรงเรียนทั่วไปกลุ่มสมาคมและ บริษัท ต่างๆจะจัดการแข่งขันกีฬา สมาชิกในครอบครัวจะนำกล่องอาหารกลางวันมาด้วย

ในช่วงปลายเดือนจะมีการแข่งม้าในฤดูใบไม้ร่วง เข้าร่วมการแข่งขันเบสบอลมืออาชีพของจักรพรรดิถ้วยพระราชทานของญี่ปุ่นและการแข่งขันกีฬาระดับชาติในฤดูใบไม้ร่วง

ตุลาคมเป็นเดือนที่จัดงานแต่งงานหลายครั้งในวันมงคลเช่นวันแทียน (taian) จะมีพิธีแต่งงานในโรงแรม สถานที่ของพิธีแต่งงานที่โบสถ์ชินโตโบถส์ในศาสนาคริสต์แทบจะไม่เคยหยุดนิ่ง รูปร่างของพิธีแต่งงานแทบไม่เกี่ยวกับศาสนา หลังจากเข้าพิธีแต่งงานแล้วจะมีการเฉลิมฉลองงานแต่งงาน วันนี้เจ้าสาวไม่เพียง แต่เปลี่ยนจากชุดแต่งงานเป็นชุดแต่งงานของเจ้าบ่าวเช่นกัน ทุกวันพิธีแต่งงานจะยิ่งโดดเด่นยิ่งขึ้น

ตุลาคมเป็นเดือนที่อากาศดี ไม่ร้อนไม่เย็นและสงบในฤดูใบไม้ร่วงอากาศจะสดชื่นและชัดเจนอยู่เสมอ ช่วงเวลานี้ถือว่าเป็นฤดูกาลที่เหมาะสมสำหรับการท่องเที่ยว ครอบครัวจะออกไปเยี่ยมชมฟาร์มปศุสัตว์และเพลิดเพลินกับลูกแพร์ แอปเปิ้ลในหุบเขาและในทุ่งนาพืชผลจะผลิตผลนักเรียนระดับอนุบาลและประถมศึกษาจะมารวมตัวกันเพื่อเก็บเกาลัดและขุดหัวพืชในร้านขายผักในเมือง ข้าวใหม่วางตลาดและเป็นฤดูกาลที่จะลิ้มรสซาบะปลาซาร์ดีนและซอมมา
ในช่วงกลางฤดูนี้ญี่ปุ่นจะเคารพสุสานบรรพบุรุษเหมือนในฤดูใบไม้ผลิและต่อจากนี้ไปกลางคืนจะค่อยๆเติบโตมากกว่าวัน

เดือน 11 | พฤศจิกายน วันฉลองสำหรับเด็กอายุ 3, 5 และ 7 ขวบ

วันที่ 3 พฤศจิกายนวันวัฒนธรรมแห่งชาติ (文化の日, Bunka no Hi) เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2491 เป็นวันส่งเสริมวัฒนธรรมประจำปี และยังคงเป็นวันเกิดของจักรพรรดิมัตสึฮิโตในสมัยเมจิและยังเป็นวันหยุดในญี่ปุ่น

วันที่ 11 พฤศจิกายนวันของ Pocky และ Pretz (ポッキー&プリッツの日, Pocky&PRETZ no Hi) ก่อตั้งขึ้นในปี 1999 โดย บริษัท Ezaki Glico เนื่องจากวันนี้ 11 ตัวเลขมีลักษณะเหมือน pokies และ pretzels จุดประสงค์ที่กำหนดไว้ในวันนี้ส่งเสริมการขายและจัดกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับ Pocky และ Prase

วันที่ 15 พฤศจิกายนเทศกาลที่จัดขึ้นสำหรับเด็ก 3.5 และ 7 ปี (七五三, Shichigosan) เทศกาลนี้จัดขึ้นในวันที่ 15 พฤศจิกายนของทุกปี อธิษฐานเผื่อเด็กที่มีสุขภาพที่ดีถือเป็นวันสำคัญในญี่ปุ่น เด็ก ๆ ควรสวมชุดกิโมโนหรือเสื้อผ้าที่สุภาพและเคารพศาลชินโตเพื่อขอพร เด็กชายจะเข้าร่วมพิธีเมื่ออายุ 3 และ 5 ปีในขณะที่เด็กผู้หญิงจะเข้าร่วมพิธีเมื่ออายุ 3 และ 7 ปี เมื่อพิธีสิ้นสุดลงเด็ก ๆ ควรได้รับขนมหวานคล้ายกับตังเมในประเทศของเราเพราะพวกเขาเชื่อว่าเมื่อเด็ก ๆ สามารถกินเพื่อมีชีวิตที่ยืนยาวแข็งแรงและปลอดภัย

วันที่ 15 พฤศจิกายนวัน Kombu Seaweed (昆布の日,Konbu no Hi) ก่อตั้งขึ้นในปี 1982 โดยสมาคมสาหร่ายญี่ปุ่น เพื่อส่งเสริมให้เด็กไปกินสาหร่ายที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโต และวันนี้เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นสำหรับเด็ก 3.5 และ 7 ปีดังนั้นจึงก่อตั้งขึ้นในวันนี้

วันที่ 17 พฤศจิกายนวันหมากรุกญี่ปุ่น (将棋の日, SHogi no Hi) ก่อตั้งขึ้นในปี 2518 โดยสมาคมหมากรุกญี่ปุ่น เพื่อระลึกถึงวันนี้ในสมัยเอโดะประวัติศาสตร์ได้เขียนเกี่ยวกับหมากรุกญี่ปุ่นและโชกุนในสมัยนั้นทั้งโทคุงาวะอิเอะยะสุโชกุนและต่อมาโชกุนโทคุงาวะโยชิมูเนะในวันนี้ก็จะมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับหมากรุกญี่ปุ่นในหลายพื้นที่

วันที่ 23 พฤศจิกายนวันขอบคุณพระเจ้าแรงงาน (勤労感謝の日, Kinrou Kansha no Hi) เริ่มขึ้นในปีพ. ศ. 2491 วันแรงงานมันเป็นวันหยุดหลังจากทุกอาชีพที่ฉันเหนื่อยล้าจากการทำงานมาตลอดทั้งปี ดังนั้นวันดังกล่าวจึงถือเป็นวันหยุดเพื่อเป็นเกียรติแก่พนักงานทุกคนในญี่ปุ่น

เดือน 12 | ธันวาคม วันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

Omisoka

Omisoka

ธันวาคมเป็นวันสิ้นปีหรือที่รู้จักกันในชื่อ ชิวาซึ  และในช่วงปลายปีมีการออกโบนัส ชาวญี่ปุ่นจะส่งของขวัญให้ Osebo [O-Seibo] ในปลายปีนี้ ให้กับผู้ที่ได้ช่วยเหลือและเห็นอกเห็นใจเป็นเวลา 1 ปีเพื่อแสดงความขอบคุณ เช่นเดียวกับเทศกาล Oshuen ในฤดูร้อนเทศกาล Osebo คริสต์มาสและปีใหม่ในศูนย์การค้าและศูนย์การค้าเต็มไปด้วยผู้คน

ที่ทำการไปรษณีย์จะเปิดบริการพิเศษเพื่อรับบัตรอวยพรปีใหม่ เมื่อจ้างคนจำนวนมากทำงานพาร์ทไทม์ส่งการ์ดอวยพรปีใหม่ในวันที่ 1 มกราคม

วันที่ 22 ธันวาคม คือวันที่โทจิ วันนี้ชาวญี่ปุ่นกินฟักทอง และอาบน้ำร้อนต้มกับผลไม้ เชื่อว่า Yuzu [Yuzu] เป็นการป้องกันความเย็น และสามารถทนต่อความหนาวเย็นในฤดูหนาว

ในช่วงเวลานี้โรงเรียนจะปิดในช่วงปิดเทอมฤดูหนาว

วันที่ 23 ธันวาคม คือวันเกิดของจักรพรรดิ และมันก็เป็นวันหยุด

วันที่ 25 ธันวาคม คริสต์มาสไม่ถือเป็นวันหยุดอย่างไรก็ตามชาวญี่ปุ่นที่ไม่ใช่ชาวคริสต์จะฉลองวันคริสต์มาสด้วยกัน เทศกาลวันหยุดนี้จะเฉลิมฉลองอย่างผึ่งผาย เมื่อตกแต่งเมืองด้วยต้นคริสต์มาสด้วยการเปิดของขวัญแลกเปลี่ยนเพลง Jingle Bell และกินเค้กคริสต์มาส นอกจากนี้ช่วงเวลานี้ยังเป็นช่วงเวลายอดนิยมในช่วงปลายปี

วันที่ 28 ธันวาคม เป็นวันทำการสุดท้ายของปีรัฐบาล จากนี้ไปหน่วยงานภาครัฐและธุรกิจต่างๆจะหยุดส่งท้ายปีเก่าเพื่อต้อนรับปีใหม่

สถานีรถไฟและสนามบินเต็มไปด้วยผู้คนที่จะกลับบ้านในวันปีใหม่ ใครจะไปเที่ยวต่างประเทศและใครจะเล่นสกี? ร้านค้าในย่านการค้าจะเริ่มขายของตกแต่งสำหรับปีใหม่ แผนกอาหารเต็มไปด้วยคนที่ซื้ออาหารสำหรับวันส่งท้ายปีเก่า บ้านแต่ละหลังจะทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ ตกแต่งบ้านของคุณด้วยของตกแต่งสำหรับวันปีใหม่และเตรียมพร้อมที่จะรับปีใหม่ที่กำลังมาถึง

วันที่ 31 ธันวาคม คือ Omisoka ผู้คนจะต้อนรับปีใหม่ในการกินบะหมี่ Toshikoshi ในเวลากลางคืน ฟังระฆังของ Yokoyokane จากวัดที่มีชื่อเสียงทั่วประเทศถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์และวิทยุ